[YAOI] Fic Kihae : One Love Ch.10

posted on 17 Nov 2009 23:38 by easesupsnerv  in OneLove

One Love

Pairing: Ki x Hae

Chapter 10  :  No Need To Say 

Writer: ease supsnerv

Chapter Rate: PG 13

 

ที่นี่ ฺBoy's Love นะคะ  ถ้าไม่ชอบกดปิดได้เลยค่า ^^

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดงเฮนั่งตาแดงเอามือกุมแก้มใสที่ขึ้นสีช้ำโดยไม่พูดอะไร  รู้ดีว่าคิบอมกำลังอารมณ์ไม่ดีนักจึงไม่อยากแสดงอาการให้มาก  แค่รอยข่วนนิดหน่อยก็ทำให้คิบอมกังวลมากได้แล้ว  แต่นี่กลับเป็นรอยชัดเด่นบนใบหน้า  ในปากก็ซับรสเค็มเฝื่อนที่ยังไม่จางจากรอยแตกภายใน

 

ไม่ใช่เพราะกลัวจะเกิดรอย  ดงเฮคิดว่าคิบอมไม่อยากให้เขาต้องเจ็บมากกว่า

 

 

"เจ็บมากไหมครับ"

 

คิบอมเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อเลี้ยวรถเข้าหอ  เสียงรถยนต์ที่เงียบอยู่แล้วยิ่งเงียบลงไปอีกเมื่อรถจอดสนิท 

 

ดงเฮส่ายหน้าแล้วยิ้มออกมาที่มุมปากให้คิบอมได้มั่นใจมากขึ้น  แต่ดูเหมือนรอยย่นบนหัวคิ้วของร่างสูงจะยังไม่ลดลงเลย  นิ้วเรียวยาวยกขึ้นแตะที่แก้มอีกข้างเบาๆ  ดงเฮยอมตามใจแนบใบหน้าของตนเองกับมือใหญ่เพื่อจะผินรอยช้ำให้คิบอมได้ดูอีกครั้ง  ในเวลาแบบนี้  จิตใจจะอ่อนไหวต่อกันเสมอ

 

ทั้งใจตัวเองที่อยากจะได้รับการดูแล  และใจของเขาที่ไม่อยากจะให้ต้องเจ็บปวด

 

"ไม่เป็นไร  คิบอมไม่ต้องห่วง"  ดงเฮจับมือของคิบอมที่สัมผัสผิวเนียนของตนเองมากุมไม้ที่ตัก  บีบเบาๆหวังให้อีกฝ่ายวางใจ  "นะ  ฉันไม่เป็นไรหรอก  แค่นี้เอง  คิบอมกลับบ้านเถอะ"

 

"ไม่  เดี๋ยวขึ้นไปส่งที่ห้องก่อน"

 

แม้จะอึดอัดอยู่บ้าง  แต่ร่างเล็กก็พยักหน้าตอบ  เพราะไม่ว่ายังไงก็คงจะเปลี่ยนคำพูดของคิบอมไม่ได้

 

 

ทั้งสองออกมายืนนอกรถ  คิบอมเดินเข้ามาใกล้ดงเฮ  แล้วคว้าข้อมือบางเอาไว้  ใบหน้าเข้มเอียงมามองดงเฮที่ไม่ว่าอะไร  ดวงตาสีอ่อนที่จ้องตอบขึ้นมาพร้อมยิ้มจางๆ  ทำให้เขากล้าจะเลื่อนปลายนิ้วของตนเองลงไปตามฝ่ามือ  ก่อนจะประสานกับนิ้วเล็กของดงเฮเอาไว้แนบแน่น

 

 

 

 

แนวไม้สูงทางด้านหน้าหอพักงอกงามด้วยใบเขียวเข้ม  แม้เป็นยามค่ำคืนของกลางฤดูใบไม้ผลิ  ผิวกายก็ยังคงรู้สึกเด่นชัดถึงความสดชื่นจากบรรยากาศ  แสงสลัวจากเสาไฟสูงเพียงเอวปักหลักเอนอิงกับพุ่มไม้ใบเป็นระเบียบ  ชวนให้อุ่นใจยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

 

 

ก่อนที่จะพ้นจากบริเวณที่จอดรถ  เสียงเร่งเครื่องจากถนนด้านนอกก็ดังใกล้เข้ามาทุกที  จนเมื่อเสียงนั้นบ่งบอกว่าเลี้ยวเข้ามาในหอของดงเฮด้วยนั่นแหละ  คิบอมจึงหันไปมอง  เห็นรถสปอร์ตสีดำสนิทราคาแพงคันหนึ่งที่เป็นต้นเสียงดังจากเครื่องยนต์เสมือนรถบนสนามแข่งขับผ่านไปยังประตูหน้าของหอแล้วเบรกเสียงดังเอี๊ยด 

 

ประตูทางด้านที่นั่งข้างคนขับก็เปิดออกอย่างแรง  ร่างผอมขาวกระจ่างในแสงสลัวดันตัวเองออกมาแล้วปิดประตูเสียงดังปังใหญ่  สะพายกระเป๋าออกเดินรวดเร็ว  ใบหน้าสวยงามกลับเต็มไปด้วยอารมณ์โมโห

 

เวลาไล่เลี่ยกันประตูผู้โดยสารตอนหลังก็เปิดออก  ชายร่างหนาอีกคนลงมาด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดไม่แพ้กัน  เสียงปิดประตูโครมใหญ่อีกครั้งตามด้วยจังหวะเร่งก้าวเท้าให้ตามทันอีกคนที่เดินนำไปก่อน  ตามด้วยรถหรูที่ออกตัวด้วยความเร็วสูง

 

 

"แจจุง!!" 

 

 

ชายร่างหนาที่เดินตามมาคนนั้นเรียก  คนถูกเรียกจึงหยุดเดิน

 

แต่คงไม่ใช่เพราะถูกเรียกหรอก  แต่เป็นเพราะภาพที่เขาเห็นต่างหาก  แจจุงจึงได้หยุดเดิน

 

 

 

ดวงตาคู่สวยมองผ่านแนวลำต้นสีเข้มของไม้สูงเข้ามา  เขาสบมองใบหน้าของรุ่นน้องที่มีรอยช้ำอย่างจงใจจนดงเฮรู้สึกทำอะไรไม่ถูกเลยต้องก้มหลบสายตา  แจจุงมองต่ำลงจนเห็นว่ามือเล็กของดงเฮนั้นถูกใครอีกคนจับเอาไว้  อยากจะเอ่ยถามบางอย่าง  แต่คนที่เดินตามมาทีหลังก็ใกล้เข้ามาจนเขาไม่อยากจะเสียเวลา  แจจุงหันขวับไปมองหน้ายุนโฮที่เดินเร็วๆตามมา  ก่อนจะหันมามองดงเฮและคิบอมอีกครั้ง  แล้วจึงเดินหนีขึ้นหอไปเพียงลำพัง

 

ส่วนยุนโฮที่ดูหงุดหงิดไม่ต่างกันก็ไม่ได้สนใจสิ่งใด  นอกจากแผ่นหลังบางที่ผลุบหายไปอย่างรวดเร็ว

 

 

 

 

 

 

 

 

คิบอมยืนยันว่าจะยังไม่กลับ  ดงเฮจึงจนใจต้องเปิดประตูรับร่างสูงให้เข้ามานั่งอยู่ในห้องของตนเอง  เขาจึงมานั่งยืดขาอยู่บนโซฟาตัวเล็ก  ดูรายการทีวีที่ไม่ได้น่าสนใจมากไปกว่าเสียงก๊อกแก๊กจากทางห้องนอน

 

"คิบอม"  ดงเฮเรียกเมื่อก้าวออกมาจากห้องนอน  ร่างเล็กสวมชุดนอนสีอ่อนที่มีแขนขายาวดูเหมือนเด็กๆมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ  "ดึกแล้ว  กลับเถอะ  ฉันไม่เป็นไรหรอก"

 

"ทายาหรือยัง"

 

คิบอมถามขณะดึงมือดงเฮให้เข้ามาใกล้ขึ้น  ดงเฮก็พยักหน้าตอบเบาๆ

 

"เป็นห่วงนะครับ"

 

ร่างบางยิ้ม 

 

"รู้"

 

 

 

ทั้งสองสบตามองกันอยู่นาน  เหมือนความรู้สึกเก่าๆจะกลับเข้ามาปกคลุมหัวใจอีกครั้ง  ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นที่ทำให้เข้าใจทุกการกระทำของอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องเอ่ยมันออกมา

 

 

 

"ดงเฮ  ฉันรัก..."

 

 

มือเล็กของดงเฮรีบยกขึ้นปิดกั้นคำพูดของคิบอมพร้อมกับรอยยิ้มที่จางหายจากใบหน้า  ร่างหนามองดงเฮอยู่ครู่ใหญ่  กว่าที่จะดึงมือของดงเฮออก  ร่างเล็กหลบสายตามองไปอีกทาง  สายตาที่กำลังบอกว่าเศร้าจับใจ

 

 

มือยังคงถูกคิบอมเกาะกุมเอาไว้แน่น  เหมือนกับหัวใจที่ถูกบังคับให้รับรู้

 

 

"ดงเฮรู้ใช่ไหม"

 

 

คำพูดที่ไร้ประโยชน์ 

 

 

"ดงเฮก็เข้าใจดีใช่ไหม"

 

 

ต่อให้โกหกเท่าไหร่  ต่อให้ไม่เอ่ยมันออกมา

 

 

 

"ถ้าไม่อยากจะได้ยิน  ฉันก็จะไม่พูดออกมาอีก"

 

 

แค่การจะเก็บคำนั้นเอาไว้   คงไม่มีค่าพอจะทำให้ใจเปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

คิบอมลุกขึ้นยืน  ปล่อยมือดงเฮแล้วลูบเส้นผมของเขาเบามือ  ร่างเล็กเงยขึ้นมองคิบอมด้วยดวงตาที่รื่นด้วยความรู้สึกมากมาย  รอยยิ้มของร่างหนาที่แสดงออกมานั้นเจือความเหน็ดเหนื่อย  ก่อนที่จะหันหลังเดินไปที่ประตู

 

 

ร่างผอมบางลากเท้าตามไปช้าๆ  หยุดมองแผ่นหลังหนาที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู  เขาเอียงใบหน้าด้านข้างกลับมา  ในแววตาที่เปี่ยมความหมายแสนเศร้า  คิบอมตัดใจถามแผ่วเบา

 

 

 

"อยู่ข้างๆได้ไหม...ดงเฮ"

 

 

 

 

เพราะไม่อาจลืม 

พยายามเข้มแข็ง  ฝืนกลั้นเท่าไหร่  ใจก็พ่ายแพ้

 

 

คำคำนั้นไร้ประโยชน์  หากมีอยู่เต็มใจ

เพียงเอ่ยมาว่าสิ่งไหน  ฉันจะมอบให้ 

แค่เก็บคำนั้นเอาไว้...

 

 

 

 

 

ดวงตาปริ่มด้วยน้ำใสเมื่อดงเฮโผเข้ากอดคิบอมแน่น  สองแขนเล็กถูกต้อนรับด้วยอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ดงเฮคุ้นเคย  กลิ่นของคิบอมยามซบใบหน้าลบบนบ่ากว้างทำให้น้ำตาพาลจะหยดออกมาเสียให้ได้  ดงเฮกลั้นเสียงสะอื้นพร้อมกับฟังเสียงสูดลมหายใจลึกๆของคิบอมที่ดังอยู่ข้างหู  แขนแกร่งที่กอดร่างเล็กเอาไว้ยืนยันแทนทุกคำมั่นว่าเขาจะปลอดภัยเสมอ 

 

คิบอมกดจูบลงที่ข้างแก้ม  จูบที่อ่อนโยนแสนสุภาพแต่เนิ่นนานมากพอให้ใจสั่น  สัมผัสที่ข้างแก้มและต้นแขนทำให้ดงเฮดันตัวออกจากอ้อมโอบ  ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อน่ารัก  คิบอมยิ้มแล้วแตะนิ้วเกลี่ยแก้มใสที่เปื้อนน้ำตาเบาๆ  ก่อนจะมอบจูบอีกครั้งหนึ่งลงบนหน้าผาก  จูบที่ย้ำเตือนให้ทั้งสองระลึกถึงวันวาน  ระลึกถึงความสุขยามที่มือทั้งสองประสานกันเอาไว้

 

ริมฝีปากลากมาที่เปลือกตา  แล้วแตะลงที่แก้มเนียนอย่างทะนุถนอม  คิบอมละจูบออกมาแต่ใบหน้านั้นยังคงห่างกันแค่ลมหายใจ  ดวงตาที่สบมองกันเงียบๆบ่งบอกอะไรได้มากกว่าคำมากมาย

 

มือหนาประคองใบหน้าของดงเฮเอาไว้  เมื่อร่างเล็กขยับเข้าใกล้จนปลายจมูกจรดถึงกัน  ริมปากบางมอบจูบที่ไม่ลึกล้ำแต่ยิ่งกว่าลึกซึ้ง

 

 

 

"พรุ่งนี้จะมารับนะครับ"

 

 

คิบอมบอกก่อนที่จะเปิดประตูห้องของดงเฮออกไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แจจุงล็อคห้องนอนขังตัวเองเอาไว้ภายในตั้งแต่กลับมาถึง  ไม่สนใจเสียงโครมครามของยุนโฮที่แทบจะพังประตูทั้งบานเข้ามาอยู่นานกว่าจะเงียบเสียง  หูฟังเสียบเข้ากับเครื่องเล่นเพลงเปิดดังจนกลบทุกอย่างรอบตัว

 

หน้าต่างเปิดทิ้งไว้ให้ลมเย็นกลางฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านเข้ามาแต่กลับไม่ช่วยให้จิตใจสงบลงแม้น้อยนิด  เขาฟุบใบหน้าบนขอบหน้าต่าง  แววตาวาวจ้องมองลงไปยังเบื้องล่าง  แม่น้ำฮันที่เปล่งประกายด้วยแสงไฟระยับ

 

 

ไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เกิดเรื่องแบบนี้  แจจุงเบื่อหน่ายจนไม่คิดจะนับหรือจดจำมันอีกต่อไป

 

 

กับยุนโฮ...  เป็นเพื่อน  แต่ดันมากยิ่งกว่าแฟนเสียอีก

 

 

ปล่อยไว้แบบนี้  ชีวิตเขาก็หาที่ลงไม่ได้สักที 

 

 

คิดได้ดังนั้น  เขาถอดหูฟังแล้วลุกขึ้นเปิดประตูห้อง  หวังว่าจะไปยังห้องของรุ่นน้องคือดงเฮ  คนที่เขาหมายตาว่าจะใช้เป็นเป้าหมายในการจัดการยุนโฮ  แต่ก็นั่นแหละ  ทันทีที่ประตูเปิดออก  เสียงร้องดังลั่นก็ดังขึ้น

 

"โอ๊ย!!!"

 

แจจุงชะงัก  เสียงของยุนโฮร้องซะลั่นอยู่บนพื้น  ดูจากสภาพการณ์แล้วเจ้าหมีบ้านี่คงมานอนขวางประตูห้องเอาไว้เป็นแน่

 

"สมน้ำหน้า  อยากมานอนขวางทำไม"

 

ยุนโฮลุกขึ้นยืนรวดเร็ว  ร่างหนาแข็งแรงที่ก้มลงมามองแจจุงเหมือนเป็นแมลงตัวจ้อยไม่ได้ทำให้ดวงตาสวยหวาดกลัว  ซ้ำยังกอดอกจ้องตอบด้วยซ้ำ

 

"นี่มันห้องนอนฉันเหมือนกัน  ใจคอนายจะให้ฉันนอนอยู่นอกห้องเหรอ"

 

"ก็คงงั้นมั้ง"  แจจุงทำหน้ากวนๆ  อารมณ์เขาไม่ได้ดีขึ้นจากตอนแรกเลย  "แต่ก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่านายจะบื้อขนาดมานอนบนพื้นหน้าห้องน่ะ"

 

"แจจุง!!"

 

 

ยุนโฮพูดเสียงดัง  ความจริงก็คือเขากลัวว่าแจจุงจะหนีออกจากห้องตอนที่เขาเผลอหลับ  จึงนอนขวางประตูมันเสียเลย 

 

ร่างบางขมวดคิ้วโกรธแล้วผลักอกยุนโฮเต็มแรงให้พ้นทางเพื่อจะก้าวออกจากห้อง  แต่มือหนาก็คว้าแขนของเขาเอาไว้แน่น  ออกแรงดึงทีเดียว  แจจุงก็ครางด้วยความเจ็บอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

 

 

"จะหนีไปไหน  เรายังไม่ได้คุยกันเลยนะ"  ยิ่งดิ้น  ยุนโฮก็ยิ่งรุนแรง  จนเมื่อตั้งสติได้แจจุงจึงหายใจเข้าลึกและไม่ขัดขืนอีก  ดวงตาสีเข้มมองยุนโฮนั้นเต็มไปด้วยคำถามและความไม่เข้าใจ  เบื่อหน่ายแต่ก็ไม่อาจหลบหนี

 

ยุนโฮรู้ว่าแจจุงยอมคุยกับเขาแล้ว  แต่ไม่วายวางใจ  มือหนาไม่ยอมปล่อยร่างเล็ก  เขาเปิดประตูห้องนอนและดึงให้อีกฝ่ายเดินนำเข้าไป

 

แจจุงสะบัดมือของยุนโฮเมื่อก้าวกลับเข้าไปในห้องนอน  ร่างเล็กดึงเก้าอี้โต๊ะเขียนหนังสือให้หันออกแล้วนั่งลงกอดอกด้วยความหงุดหงิด  ยุนโฮตามเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าแจจุง

 

 

"ไอ้หมอนั่นใคร"  เขาถามตรงๆ

 

 

แจจุงหันขวับไปมองหน้า  ดูจะยิ่งโกรธมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก 

 

 

"ชื่อปาร์ค ยูชอน  เขามาจีบฉัน  พอใจหรือยัง!"

 

 

"นายจะบ้าเหรอแจจุง!!  มันกะล่อนแค่ไหนนายดูไม่ออกเหรอ  คิดจะคบกับมันหรือไง"

 

 

แจจุงลุกพรวดขึ้นมา  สองมือกำแน่นอย่างเหลืออด  "ใช่  ฉันจะคบกับเขา"

 

"ไม่ได้!!"

 

 

"ทำไมจะไม่ได้  ฉันจะทำอะไรจะคบกับใครมันก็เรื่องของฉัน  เมื่อไหร่นายจะเข้าใจสักทีหะยุนโฮ!"

 

 

เพราะไอ้เพื่อนสนิทคนนี้นี่แหละ  แจจุงถึงต้องโดดเดี่ยวไม่มีใครมาตลอด  ไอ้เพื่อนหวงเพื่อนจนเกินงาม  กางปีกป้องจนไม่มีใครกล้าเข้ามาแตะ  ครั้นพอมีใครกล้าผ่านเข้ามาได้  ยุนโฮก็ตามราวีงี่เง่าไม่ได้เรื่องไปเสียทุกคราว 

 

เหตุผลซ้ำๆเดิมๆที่ว่าคนพวกนั้นไม่ดีพอที่จะคู่ควรกับแจจุง  ชาตินี้เขาคงต้องเดียวดายไปตลอด

 

 

" ทำตัวเป็นเด็กๆ  หาเรื่องเขาอยู่ได้  นี่นายคิดจะให้ฉันอยู่คนเดียวไปแบบนี้น่ะเหรอ!"

 

 

"นายก็อยู่กับฉันอยู่นี่ไง!!"

 

 

"อยู่กับนาย?  อยู่กับนายให้มันได้อะไรขึ้นมา  วันๆนายก็บ่นถึงแต่ดงเฮ  แล้วฉันล่ะ  ฉันต้องอยู่เงียบๆแบบนี้น่ะเหรอ  อยู่แบบไม่มีใครแบบนี้ใช่ไหมนายถึงจะพอใจ"

 

 

ยุนโฮไม่เข้าใจ  ไม่เข้าใจสิ่งที่แจจุงกำลังคิด

 

"ฉันแค่อยากให้นายคบกับคนดีๆ  นายเป็นเพื่อนรักของฉัน  ฉันไม่อยากเห็นนายต้องทนกับพวกนิสัยเสีย"

 

 

"นี่มันชีวิตของฉัน!  ถ้าฉันจะคบกับใครแล้วมันเกิดเลวขึ้นมา  คนที่เสียใจก็คือฉันเอง  ไม่ใช่นาย!  เพราะฉะนั้น  นายปล่อยฉันไปซะที!"

 

 

 

แจจุงกุมหน้าผากของตนเอง  เหน็ดเหนื่อยจนไม่รู้จะทำยังไง  ในขณะที่ยุนโฮยืนนิ่งงันอยู่ตรงหน้าเขาแบบนั้น

 

รู้ว่ากำลังทำร้ายยุนโฮให้เจ็บ  รู้ว่าความจริงแล้วยุนโฮอ่อนไหวขนาดไหน  เป็นห่วงเขาเพียงใด  แต่มันมากเกินไป

 

เขาอยากมีคนที่เป็นของตนเอง  อยากมีความรัก  อยากมีใครให้พูดได้ว่าคบกัน

 

 

และใครคนนั้นที่เขาคิดว่าใช่  ก็คือยูชอน  คนแรกที่ทำให้เขาพร้อมที่จะผละออกจากแผ่นหลังที่แข็งแกร่งของยุนโฮ  ไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว

 

 

 

"นายหมายความว่าฉันวุ่นวายกับชีวิตนายมากไปงั้นเหรอ"

 

 

 

เสียงแหบพร่าของยุนโฮเสียดแทงจิตใจของแจจุงให้รู้สึกผิดขึ้นมาจนเขาไม่กล้าสบตามองร่างหนาอีก  ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความเขาก็รู้อยู่แล้วว่ายุนโฮกำลังรู้สึกยังไง  คิดอะไร 

 

 

 

 

 

 

 

...คนที่เขาเป็นเพื่อนกันน่ะ  เขาไม่เป็นกันถึงขนาดนี้หรอก...

 

 

 

 

แจจุงคิดปลอบตนเองในขณะที่คนที่ได้ชื่อว่าเพื่อนสนิทของเขาเดินออกจากห้องไปเงียบๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...

 

อย่าเพิ่งลืมนะจ้ะว่า พ่อหมีชอบหมวย  (เหมือนจะทิ้งช่วงเรื่องนี้นานมากกกกก 55+)

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนค่ะ ^^