[YAOI] Fic Kihae : One Love Ch.6
posted on 03 Aug 2009 15:04 by easesupsnerv in OneLove
เป็นห่วงจับใจ
ตอนนี้จะมีสีหน้าแบบไหน มีความสุขหรือเปล่า
Always Keep The Faith
One Love
Pairing: Ki x Hae
Chapter 06: Indecisive??
Writer: ease supsnerv
Chapter Rate: PG 13
ที่นี่ ฺBoy's Love นะคะ ถ้าไม่ชอบกดปิดได้เลยค่า ^^;
อากาศยามเช้ายังคงเย็นชื่นเมื่อละอองน้ำค้างของค่ำคืนยังคงทิ้งร่องรอยอยู่ที่ขอบใบอ่อนและกลีบดอกตูมแรกแย้ม สีสันของต้นฤดูใบไม้ผลิกำลังอวดแข่งกันเพื่อไล่เอาลมหนาวเย็นจับขั้วหัวใจให้พัดผ่าน สายลมที่อบอุ่นขึ้นทุกขณะมาพร้อมกับแดดของรุ่งเช้า ร้อนแรงแต่ก็ไม่เคยคิดแผดเผา
เหล่าเพื่อนพ้องมารวมตัวกันในห้องเรียนวิชาแรงจูงใจที่มีอาจารย์ป้านั่งอธิบายเนื้อหาบนจอแสดงภาพด้านหน้า เสียงทุ้มชวนหลับยังไม่อาจกล่อมให้เข้าสู่นิทราได้ เมื่อเสียงพูดคุยงึมงำยังคงดังอึงอลไปทั่วบริเวณเล็กๆไม่หยุด
"เห็นไหมครับ นี่ถ้าไม่รับมาซองมินก็มาสายไปแล้วนะ" คยูฮยอนถือโอกาสนั่งข้างซองมินเนื่องจากได้สิทธิพิเศษจากการรับร่างอวบมาจากคณะศิลปกรรมที่อยู่ห่างออกไปแค่ช่วงตึก
"เว่อร์แล้ว ใกล้แค่นี้ ต่อให้คลานมายังถึงทันเลย" ซองมินยิ้มร่า ในใจก็รู้ว่าหนุ่มแก้มตอบที่มีดวงตาแสนทะเล้นคนนี้คิดอะไรกับเขา
แต่อย่างว่า ซองมินเป็นคนของประชาชน...
"แหม...รู้ทันผมอีก งั้นผมพูดความจริงก็ได้ ก็เพราะซองมินน่ารักแบบนี้ไงครับ ผมถึงได้รับมาด้วย"
"คยูฮยอนนี่ใจดีจริงนะ" ซองมินยิ้มเย้าแหย่
คนถูกชมเอียงใบหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงเบาข้างหูอย่างจงใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายก็สบมองด้วยดวงตาพราวไม่คิดหนี "ผมเจ้าเล่ห์จะตาย ใจดีเสียที่ไหน"
คำตอบที่ได้ยินทำเอาคนฟังหัวเราะคิก
"แล้วซองมินละครับ ใจดีอย่างนี้กับทุกคนหรือเปล่า"
"ฉันน่ะเหรอใจดี"
"ใช่สิครับ ใจดี...แจกยิ้มหวานๆแบบนี้ให้ทุกคนเลยหรือเปล่าครับ"
ซองมินหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหยุดไปสักครู่เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
"ก็เหมือนคยูฮยอนน่ะแหละ ถ้าไม่หล่อ ฉันก็ไม่ยิ้มให้หรอก"
ฮันกยองถูกทิ้งให้นั่งอยู่แถวหลังคนเดียว เมื่อฮยอกแจที่เขาอุตส่าห์เดินตามเข้ามาทันนั้นหนีมุดใต้โต๊ะเพื่อไปนั่งแทรกระหว่างดงเฮและซองมินที่มาถึงก่อนเข้าจนได้ เขานั่งมองสามหนุ่มหน้าตาน่ารักทั้งสามนั่งเรียงกันด้วยพฤติกรรมต่างกันสุดขั้วแต่มีวัตถุประสงค์ในการไม่ตั้งใจเรียนเสมอกัน เพิ่งรู้เอาเมื่อไม่กี่วันนี้เองว่า ดงเฮ ฮยอกแจ และซองมิน ครองตำแหน่งหนุ่มป๊อบของมหาชนแห่งศิลปกรรม ทั้งยังเป็นคนที่ใครๆต่างไม่กล้าล้ำเส้นเพราะถือตัวว่าเป็นเด็กในสังกัดของประธานคณะสุดเหี้ยม
น่าแปลกจริงๆว่าเอ็นท์ติดกับเขาด้วย พฤติกรรมการเรียนนี่ไม่ได้เรื่องเลย
ซองมินนั่งคุยกับคยูฮยอนตลอดคาบ ถ้าไม่คุยก็โทรศัพท์ ซ้ำบางคนที่โทรมายังเป็นนักศึกษาที่เรียนอยู่ในห้องเดียวกันอีก อะไรจะป๊อบขนาดนั้น
ดงเฮที่ดูออกจะเรียบร้อยกว่าอีกสองคนที่เหลือก็ยังคงอิมเมจ ไม่ตั้งใจเรียนแบบเรียบร้อย มองจากด้านหลังก็เห็นว่าร่างเล็กตั้งใบหน้ามองตรงไปยังเนื้อหาที่อาจารย์แสดงที่หน้าห้องนิ่ง แต่ติดที่ว่า เสียงที่ลอดจากหูฟังที่ดงเฮใส่เอาไว้แบบไม่กลัวเกรงเพราะถือว่านั่งหลังอาจารย์ไม่เห็นนี่มันดังเสียจนคนนั่งถัดไปอย่างฮันกยองแทบจะโยกตามเพลงไปด้วยได้แล้ว
หนุ่มจีนยังแอบโล่งใจนิดหนึ่ง เมื่อดงเฮดูจะยิ้มได้แล้ว แถมยังยอมให้คิบอมมานั่งประกบอยู่ข้างๆอีกด้วย
ส่วนอีกคนล่ะ คนที่ฮันกยองนั่งมองจนแทบไม่เหลือสมาธิเรียน
ฮยอกแจของเขานั่งยุกยิกไม่หยุด เดี๋ยวก็ชะโงกหน้าคุยกับซองมินมั่ง แกล้งดึงหูฟังดงเฮเอามาฟังบ้าง แต่สุดท้ายเมื่อไม่มีใครสนใจ จึงคว้าการ์ตูนในกระเป๋าขึ้นมากางอ่านไม่สนใจ
หนุ่มจีนส่ายหน้าเบาๆ มันจะมาเรียนกันทำไมวะ!!
คิดได้แบบนั้น ก็สะกิดรุ่นน้องนั่งกลางยิกๆ แต่ฮยอกแจก็ยังนั่งนิ่งไม่สนใจ อ่านการ์ตูนเมามันอยู่นั่นแหละ
"ฮยอกแจครับ ฟังอาจารย์สิครับ ถ้าไม่คิดจะฟังก็มานั่งคุยกับพี่มา"
ฟุ่บ!! โป๊ก!!
"โอ๊ยย!!!!!" ฮันกยองร้องขึ้นมาเสียงดังเมื่อปากกาเน้นข้อความสีชมพูสะท้อนแสงแท่งหนาลอยมาจากอาจารย์หน้าห้อง นักศึกษาทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียว ด้วยใบหน้าอดกลั้นหัวเราะอย่างถึงที่สุด ทำเอารุ่นพี่ที่ได้ฉายาว่า"ป๋า" อย่างฮันกยองคิดอยากแทรกแผ่นดินหนีดูสักครั้ง
"ฮันกยอง!! ไม่ฟังชั้นแล้วยังไปกวนคนอื่นอีก!! อยากไปเรียนนอกห้องมั๊ยหะ!!"
อะไรฟระ!!!! ทีไอ้สามคนข้างหน้านี่ล่ะมันฟังอาจารย์เสียทีไหนกันเล่า!!
"ไม่ได้เรื่อง"
ฮยอกแจพูดลอยๆขึ้นมาแบบไม่ใส่ใจว่าใครจะได้ยินหรือไม่ คิบอมหัวเราะหึในลำคอหันมาเหลือบมองรุ่นพี่น้อยๆ
"ขำอะไรคิบอม" ฮันกยองทำเสียงข่มขู่ ซึ่งคนฟังหน้าเข้มก็แค่ยิ้มส่ายหน้าตอบ
"เดี๋ยวก็โดนอาจารย์ว่าอีกหรอก" ฮยอกแจเปรยขึ้นมาอีกครั้ง
"พูดดีนักนะ" ถืออภิสิทธิ์ของรุ่นพี่ผลักหัวรุ่นน้องร่างผอมเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว "ตัวเองน่ะตั้งใจเรียนซะมั่งเหอะ"
ฮยอกแจหันมาเบะปากใส่
"หรือถ้าไม่คิดจะเรียนก็มานั่งข้างๆพี่นี่ พี่โลนลี่ เหงาปากอยากติว"
"ฮันกยอง!!!!!! พูดมากนักมานั่งตรงหน้าชั้นนี่!!!!!" เสียงแหลมล้นด้วยอารมณ์หงุดหงิดของอาจารย์ป้าดังขึ้นเพื่ออัญเชิญรุ่นพี่ภาคอินเตอร์ไปนั่งข้างหน้า ใบหน้ากลั้นหัวเราะของนักศึกษาทั้งห้องจึงไม่มีอีกแล้ว เพราะบัดนี้ ร่วมกันหัวเราะอย่างไม่มีเกรงใจ
เสียงอาจารย์ป้าบอกจบเนื้อหาการเรียนในวันนี้ ปลุกให้นักศึกษามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ต่างคนต่างรีบเก็บข้าวของลงกระเป๋า แม้กระทั่งดงเฮที่ไม่ได้ยินเสียงอาจารย์ป้ายังรู้
มือเล็กเก็บของรวดเร็วก่อนจะดึงเอาหูฟังไอพอดลงกระเป๋า ปล่อยให้เสียงรอบตัวดังกลบเสียงเต้นของหัวใจแทนที่จะเป็นดนตรีดังกระหึ่มแบบเมื่อครู่ เขารู้ดีว่าตกเป็นเป้าสายตาของคนร่างสูงที่นั่งข้างอยู่ไม่รู้กี่ครั้งตลอดการเรียน และก็รู้ดีว่าหัวใจตัวเองหวั่นไหวไม่น้อยจนรู้สึกอึกอักไปหมด เมื่อซองมินเรียก ดงเฮก็รีบลุกขึ้นยืนโดยไม่คิดจะกล่าวลาคิบอมที่ยังคงลอบมองเขาอยู่เงียบๆ
ถึงอย่างนั้น มือหนาก็คว้าข้อมือบางของเขาเอาไว้ ดงเฮหันไปมองเห็นใบหน้านิ่งๆของคิบอม ใบหน้าเรียบเฉยกับสัมผัสอุ่นที่เขาแสนจะคุ้นเคย
"หืมม..."
"ไปกินข้าวกันไหม" คิบอมถาม พร้อมกับที่มือหนาออกแรงเบาๆเพื่อดึงให้ร่างเล็กขยับเข้ามาใกล้อีกนิด
ดงเฮเงียบไปครู่หนึ่ง "อย่าเลย ฉันมีธุระต้องไปทำต่อที่คณะ"
"งั้นเย็นนี้..."
"คิบอม" ดงเฮรีบพูดขวางก่อนที่ร่างสูงจะจบประโยค แต่น้ำเสียงหวานนั่นก็แค่ท้วงด้วยเสียงห้วนเบาหวิว ไม่หนักแน่นเลยสักนิด
"หกโมงนะ เดี๋ยวไปรับ"
พูดจบใบหน้าเข้มก็เมินไม่สนใจดงเฮที่กำลังทำหน้าหงิก ปล่อยข้อมือเล็กแล้วหันหลังเดินหนีออกจากห้องไป ทิ้งให้ดงเฮร้องเรียกตามโดยไม่เกิดประโยชน์ใด
ฮยอกแจเดินเข้ามากอดคอแล้วลากเพื่อนเดินตามซองมินออกจากห้องไปอีกทาง
"ก็แค่ทำตามหัวใจตัวเองมันจะไปยากอะไรวะ"
ดงเฮมองหน้าคนพูดที่อยู่ใกล้กว่าคืบเสียด้วยซ้ำ "มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ"
หนุ่มผมสีน้ำตาลอมส้มพยักหน้าตอบ
ดงเฮยิ้มแห้งๆออกมาไม่อาจพูดอะไรต่อไป
ปกติแล้ว คณะศิลปกรรมและคณะนิเทศจะแข่งขันกันมาตลอด ด้วยมีเป้าหมายวัตถุประสงค์ในการสอนและสร้างบุคลากรนั้นมีลักษณะงานบางอย่างที่ซ้อนทับกันในบางมุม ศิลปกรรมแสดงงานศิลปะ ในขณะที่นิเทศเน้นหนักในการสื่อสาร งานเทศกาลประจำภาคเรียนของสองคณะจึงไม่เคยยอมให้กันเลยสักครั้ง ต่างฝ่ายต่างหาไม้เด็ดมาคัดคานแสดงความเกรียงไกรของศักยภาพคณะเต็มที่ แต่ยิ่งงานใหญ่ ก็ยิ่งเงินเยอะ งานเทศกาลปีนี้ ทั้งสองคณะจึงถูกคณบดีกดดันแกมบังคับให้ต้องร่วมกันจัดงาน โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการฝึกการทำงานร่วมกัน สร้างสรรค์งานแบบเต็มรูปแบบ จำลองสังคมอาชีพในอนาคตที่ต่างก็คงหนีกันไม่พ้น และที่สำคัญ กระชับมิตร
"แล้วธีมงานล่ะพี่อิทึก" สามหนุ่มหน้าหวานบ้าพลังอย่างดงเฮ ฮยอกแจ และซองมินร้องขึ้นมาพร้อมกัน เพราะธีมของงานนี่แหละสำคัญยิ่งในการกำหนดกิจกรรมภายในงาน
"แล้วทำไมพวกนายไม่ไปถามไอ้ประธานคณะแกนั่นเล่า เป็นน้องรักของหมอนั่นไม่ใช่หรือไง" อิทึกพูดเสียงเหนื่อยหน่าย
"ทำไมต้องเรียกว่าหมอนั่นด้วย พี่เขาออกจะนิสัยดี หล่อ เรียนเก่ง เพอร์เฟคท์ บ้านรวยอีกตะหาก" เป็นซองมินที่แก้ต่างแทนโดยอีกสองคนที่เหลือพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย ทำเอาอิทึกกระตุกยิ้มมุมปากอย่างหมั่นไส้ ด้วยเขาเองก็ดำรงตำแหน่งประธานคณะนิเทศที่มีศักดิ์ศรีไม่ยิ่งหย่อน พอได้ฟังว่าประธานคณะศิลปกรรมช่างสมบูรณ์แบบมันจึงอดจี๊ดไม่ไหว
คยูฮยอนที่ถูกอิทึกลากไปประชุมเรื่องงานด้วยในฐานะผู้ช่วย เป็นเหตุให้ได้เจอซองมินเมื่อเช้า รีบออกความเห็นแก้ต่าง "ก็นั่นมันพี่ของซองมินนี่ครับ แต่ในฐานะของประธานคณะศิลปกรรมที่ผมฟังเมื่อเช้านะ บอกตามตรง เรื่องมากเป็นที่สุด แถมหน้าตายังกวนประสาทอีก สู้พี่อิทึกก็ไม่ได้ เป็นกันเอง คุยง่าย" หยอดรุ่นพี่เสียจนใบหน้าหวานอมยิ้มออกมาได้
"พูดมากเดี๋ยวจะฟ้องนะ" ฮยอกแจชี้หน้าคาดโทษ
"พอทีเหอะน่าพวกนาย สรุปมันธีมงานว่าไงพี่อิทึก" ดงเฮต้องรีบตัดบท เขาอยากรู้จะแย่แต่ประเด็นก็ถูกมองข้ามนอกเรื่องอยู่นั่น
"ตกหลุมรัก"
"หมายถึงรักแรกพบเหรอ" ซองมินถามให้แน่ใจ
"ไม่ใช่ซะทีเดียว มันคือห้วงขณะตกหลุมรัก ที่ทำให้คนมองโลกสดใสสวยงามเหมือนฤดูใบไม้ผลิที่ดอกไม้เบ่งบานอวดสีสัน ไม่ว่ารักแรกพบ หรือรักที่รู้จักกันมานานแสนนาน ก็จะถูกรวบประเด็นมาอธิบายในหลายๆแง่... ใช่ไหมนะ...คยู"
"ก็ประมาณนั้นแหละครับ ตอนนี้งานอยู่ในช่วงวางแผน ช่วงปลายสัปดาห์จะมีการสรุปกิจกรรมอีกครั้งหนึ่ง ผมว่า เดี๋ยวพวกเราคงจะได้ประชุมงานรวมกันไม่นานจากนี้หรอก"
"ก็ดีนะ จะได้ทำอะไรสนุกๆกันเสียที ว่าแต่แล้ววันนี้มาทำอะไรที่คณะพวกเราล่ะ" หนุ่มผมสีน้ำตาลอมส้มถามขึ้น
"มาคุยเรื่องวางแผนงบ"
อิทึกตอบเบาๆ ก่อนที่รุ่นน้องทั้งสี่จะพูดคุยต่อกันอย่างสนุกสนานบนโต๊ะนั่งสีขาวภายใต้ร่มไม้ใหญ่ข้างตึกกิจกรรมของคณะศิลปกรรม อาคารทรงห้าเหลี่ยมที่ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ว่างตรงกลางอาคารสำหรับแสดงกิจกรรม ห้องต่างๆภายในตึกก็ล้วนแบ่งเป็นห้องซ้อม สตูดิโอ และห้องต่างๆสำหรับการฝึกฝนทักษะทางศิลปกรรมทุกแขนง ไม่ว่าจะการเขียนภาพหรือห้องสำหรับสร้างผลงานทางศิลปะอื่นๆ แกลลอรี่ ห้องดนตรีทั้งแบบประจำชาติและสากล และห้องสำหรับเวิร์คชอปอีกมากมาย เรียงรายกันไปตามแต่ละชั้นของอาคาร
ส่วนห้องประชุมที่อิทึกต้องมาประชุมนั่นก็ตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่ง
Rrrrrrrrrrr
เสียงเรียกเข้าเป็นเพลงฮิตของนักร้องดังในตอนนี้ดังขึ้น ซองมินหยิบโทรศัพท์ขึ้นรับพร้อมกับสายตาที่ส่ายไปมาเพื่อมองหาใครสักคน
"นายอยู่ไหนแล้ว ทำไมมาช้านักล่ะ"
เสียงขรึมนิ่งๆในโทรศัพท์พูดตอบกลับมาเรียบๆ "แถวนี้แหละ แต่ฉันเปลี่ยนใจจะกลับบ้านแล้ว"
"อ้าวได้ไงเล่าคังอิน!!! ก็นัดกันแล้วว่าจะไปเป็นเพื่อนฉันไง"
"ไม่เอาแล้ว หงุดหงิด"
ซองมินขมวดคิ้ว รีบลดเสียงของตัวเองลงมาทั้งที่โมโหคนปลายสายจอมเบี้ยว ก็เพราะเห็นสายตาของอิทึกที่มองมานั้นเดาความหมายได้ยากเย็น
"หงุดหงิดบ้าอะไรของนายหะ!!"
"ช่างฉันเหอะน่ะ แค่นี้นะ จะกลับแล้ว"
"เฮ้ย!!!! เดี๋ยวดิ๊!!!!!"
ตะโกนเท่าไหร่ก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อเพื่อนร่างหนาขี้หงุดหงิดตัดสายทิ้ง หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ทั้งห้าคนก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถกำลังสูงขับมาด้วยความเร็วผ่านบริเวณที่พวกเขานั่งกันอยู่
ฮยอกแจหัวเราะขึ้นมาพร้อมชี้ไปที่รถต้นเหตุเสียงดัง "มันมาแล้วโน่นไง โกรธอะไรมาอีกแล้ววะ"
ซองมินลุกขึ้นตะโกนใส่รถที่เร่งความเร็วผ่านหน้าไป ทั้งที่รู้ว่าคนขับคงไม่ได้ยินเลยสักนิดก็ตาม
"คังอิน!!!!! ไอ้หมีบ้าขี้โมโหเอ๊ย!!!!! จะรีบไปตายที่ไหนหะ!!!!!"
รุ่นพี่คนเดียวของกลุ่ม เหลือบสายตามองทันได้เห็นแค่เสี้ยวหน้าคนขับที่แสนหงุดหงิดเท่านั้น ในใจพลางคิดว่าหากจะให้เขาคาดเดาเหตุผลของความหงุดหงิดของรุ่นน้องคนนี้ก็คงจะได้
ติดปัญหาอย่างเดียวคือ เขาเบื่อหน่ายเหลือเกินแล้วกับการฝันกลางวัน
หลังจากที่ได้เวลา อิทึกและคยูฮยอนก็ขอตัวไปประชุม เหลือเพียงสามหนุ่มหน้าหวานที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่โต๊ะไม้สีขาวใต้ร่มไม้ใหญ่ต้นเดิม
ดงเฮนอนฟุบอยู่กับโต๊ะ ดวงตาไล่มองพื้นหญ้าที่ถูกปูด้วยพรมหญ้าสีเขียวขจี ประดับด้วยกลีบดอกไม้สีขาวที่ร่วงหล่นลงมาต้องแสงหม่นในยามเย็นจัด หูยังคงฟังเรื่องราวที่เพื่อนทั้งสองพูดไปเรื่อยๆ รับรู้ แต่ไม่คิดอยากตอบอะไร
"...เฮ ดงเฮ ดงเฮ!!!!!!!" ซองมินตะโกนเรียกด้วยความเหลืออด เมื่อร่างเล็กที่นอนอยู่ไม่สนใจจะขานรับเสียงเรียก ทำเอาคนถูกเรียกสะดุ้งขึ้นมาเลิกคิ้วมอง
"ฉันถามว่านายจะไปด้วยไหม เย็นนี้น่ะ ถ้าไม่ไป ฉันจะได้ให้ฮยอกแจไปส่งนายที่หอก่อน แล้วเดี๋ยวฉันสองคนจะไปกันเอง" ซองมินพูดรวดเร็ว เพราะถูกเบี้ยว จึงมาบังคับฮยอกแจ เพื่อนผู้แสนดีคนนี้ให้ขับรถพาไปซื้อของแทน
"เด็กในเครือนายก็เยอะแยะ ทำไมไม่ชวนวะ แค่นายพูดออกไปละก็ แย่งกันมารับจนเลือกไม่ไหว" ฮยอกแจพูดเพราะลึกๆเขาก็ขี้เกียจจะไป ซองมินมีชื่อเสียงด้านเลือกซื้อของไม่เกรงใจเพื่อนและคนขายอยู่แล้ว
"ก็ฉันอยากจะไปกับเพื่อนสนิทอ่ะ ไม่ได้เหรอหะ!!"
"ได้คร๊าบบบบบบ"
"แล้วสรุปนายว่าไงล่ะดงเฮ"
ใบหน้าขาวนึก ยังคงจำได้ถึงคำพูดของคิบอมเมื่อกลางวันที่บอกว่าหกโมงจะมารับ จึงคิดลังเลว่า ควรจะตัดสินใจว่ายังไง เบอร์โทรศัพท์ของคิบอมก็ไม่มีจะโทรบอกปฏิเสธก็ไม่ได้
แต่ทันใดนั้น ผู้ที่ถูกพาดพิงทางความคิดก็มาปรากฏตัวอยู่ใกล้ เหมือนรู้ดีว่าการกระทำที่ชัดเจนเท่านั้นที่จะหยุดความไม่แน่ใจของดงเฮได้
คิบอมจอดรถห่างไปไม่ไกลนักตรงถนนที่คังอินเร่งเครื่องผ่านไปเมื่อชั่วโมงก่อน ยี่ห้อและรุ่นของรถทำให้ทั้งสามรวมไปถึงนักศึกษาคนอื่นๆในบริเวณนั้นให้ความสนใจได้ง่ายๆ เขาเปิดกระจกลงเมื่อเห็นว่าดงเฮ ฮยอกแจ และซองมินมองเห็นเขาเข้าแล้ว ยิ้มน้อยๆทักทายเพื่อนทั้งสอง ก่อนจะหันมามองที่ดงเฮเพียงคนเดียว
ร่างสูงไม่คิดจะเอ่ยถาม เพียงพยักหน้าเบาๆสองสามทีเรียก ก็ทำให้ความลังเลเมื่อครู่ของดงเฮหายไปเสียสิ้น ร่างเล็กหยิบกระเป๋าลุกขึ้นยืนแล้วหันไปบอกเพื่อนสั้นๆ
"ฉันไม่ไปด้วยนะซองมิน ขอโทษที"
"เออ"
ซองมินตอบเบาๆเพราดูจะอึ้งนิดๆกับเหตุการณ์ตรงหน้า ส่วนฮยอกแจนั้นก็นั่งเท้าคางมองด้วยสีหน้าจริงจัง
"เฮ้ย!! คิบอม!!"
ฮยอกแจตัดสินใจร้องเรียกให้คิบอมละสายตาจากดงเฮที่กำลังเดินตรงเข้าไปที่รถให้มองมาทางเขา
"ดูแลให้ดี!!"
คิบอมยิ้มกว้างขึ้นอีก ยิ้มนั้นที่มีความหมายถึงความมั่นใจเปี่ยมล้น
ภายหลังจากรถราคาแพงสีดำสนิทของคิบอมจากไป ซองมินก็ชิงถามขึ้นก่อน
"นายว่าไอ้คู่นี้นี่ยังไง จะรีเทิร์นไหม"
"นายคิดว่าไงล่ะ คนที่มันรักกันนี่มันจะหนีกันพ้นเหรอวะ"
โปรดติดตามตอนต่อไป
โฮ่ยยยย ดีเลย์มากกก สำหรับ Ch. นี้ เนื่องจากไรเตอร์เพิ่งผ่านสภาวะการทำใจจากเรื่องคุกคามทางจิตมา เซ็งไปเลยยยยยยยย 5555+ แต่ตอนนี้โอเคแล้วน๊า
หมดแรงตอบเม้นท์ค่า T [] T ขอโทษษษษ TT ^ TT ถ้าพรุ่งนี้ว่างจะมาเม้าท์ (แน่นอนว่าอู้งานอีกชัวร์!!)
แต่ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนนะคะ ทั้งที่ติดตามบัดดี้และเรื่องนี้ด้วย ขอบคุณมากๆค่า ^^
แล้วเจอกันนะ
สวัสดีค่ะ

ทงเฮเริ่มเปิดใจให้คิบอมแล้ว อิอิ
#1 By ninanani : DH on 2009-08-05 11:33