[YAOI] Fic Kihae : One Love Ch.8

posted on 03 Sep 2009 14:13 by easesupsnerv  in OneLove

One Love 

Pairing: Ki x Hae

Chapter 08

Writer: ease supsnerv

Chapter Rate: PG 13

 

ที่นี่ ฺBoy's Love นะคะ  ถ้าไม่ชอบกดปิดได้เลยค่า ^^;

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ใคร ??  คิมฮีชอล  ไม่รู้จัก"

 

ซองมินพ่นลมหายใจอย่างเบื่อหน่าย  ถ้าหากจะเทียบกันแล้ว  ตัวเขาและฮยอกแจก็คงจะเหมือนเพื่อนสนิทคู่ตรงข้าม

 

"นายจะบ้ารึไง!!  พี่เขาออกจะดัง  ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยเหรอ"

 

"ไอ้เห็นน่ะมันก็เคยอยู่  แต่จะไปรู้ได้ไงว่าใคร  ฉันไม่ใช่นายนะจะได้รู้จักไปทั่ว"

 

 

แสงไฟริมทางส่องใบหน้าของเพื่อนรักทั้งสองเป็นช่วงตามการเคลื่อนของรถที่วิ่งผ่านดวงไฟแต่ละดวง  ดึกมากแล้ว  แต่ก็ยังมีรถวิ่งอยู่เป็นระยะ

 

 

"ไม่ต้องมาอ้างฉัน  อย่างนายน่ะเกินไป"

 

หนุ่มร่างผอมเจ้าของรถส่ายหน้าขำ  ก่อนจะถามต่อไป  "แล้วพี่เขาเป็นใครล่ะ"

 

"พี่ฮีชอลเป็นดาวนิเทศ  นายว่าไงล่ะ"

 

"เออ  สมเหตุสมผล  หล่อแบบสวยๆอย่างงั้นก็น่าจะดังหรอก"

 

"ใช่  ดังมากกกกกก  คนจีบเยอะจะตาย  แต่ไม่ได้เป็นแฟนสักคน  เห็นบอกกันว่าพี่เขาเป็นคนที่เอาใจยากมาก  เข้าถึงก็ยาก  เลยคบอยู่กับแค่ไม่กี่คน  อย่างที่ไปกินข้าววันนี้กันน่ะก็เพื่อนกลุ่มเดียวที่พี่เขาคบ  นอกกลุ่มนี้พี่เขาไม่เอาเลย"

 

ฮยอกแจขมวดคิ้ว  ดูท่าว่าเพื่อนของเขาจะรู้จักฮีชอลดีแท้ๆ  แต่ตอนเจอหน้าก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ได้แนบเนียนซะเหลือเกิน 

 

แล้วก็...  ถ้ารุ่นพี่หน้าสวยคนนี้จะไม่คบใครแล้วมันเกี่ยวอะไร

 

"นายกำลังคิดว่าฉันไปยุ่งอะไรเรื่องพี่เขาใช่ไหม!!!"

 

เสียงแหลมลั่นรถของซองมินทำเอาคนที่มีหน้าที่ขับรถขำออกมา  "เออ  ก็...  ประมาณนั้น"

 

พลั่ก!!

 

"โอ๊ยยย!!!!  จะบ้ารึไง  อยากตายเรอะ!!"

 

ฮยอกแจโวยเมื่อมือหนาของซองมินกระแทกแรงๆเข้าที่กลางหน้าผากในระหว่างขับรถ  ไม่ชนตายซะก็ดีเท่าไหร่

 

"แล้วว่าว่าฉันยุ่งทำไมล่ะหะ!!"

 

"เออๆ  ขอโทษๆ"

 

พูดส่งๆพอทำให้ซองมินสะบัดหน้างอนๆหนี  ร่างอวบทำเป็นมองนอกหน้าต่าง  แต่ไม่นานก็ทนไม่ไหว

 

 

"นี่นายจะไม่ถามฉันเลยเหรอ"

 

 

"ถามอะไรอ่ะ"

 

 

"เอ๊า!!  ก็เรื่องพี่ฮีชอลไง!!"

 

 

ก็อยากเล่าก็เล่าสิเว๊ย  มันจะลีลาทำไมว๊า

 

 

บ่นได้แค่ในใจเท่านั้น  เพราะในความเป็นจริง  ฮยอกแจก็ได้แค่ทำหน้านิ่งๆ  "อืม  ยังไงล่ะ  เรื่องพี่ฮีชอล"

 

คนถูกถามหันขวับมามองหน้า  คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนคนถามเริ่มใจแป้วว่าตัวเองถามอะไรผิดอีกหรือไง

 

"นี่นายอยากรู้จริงรึเปล่า  จริงใจป่ะเนี่ย"

 

ถุ๊ย!!!!!!  ไม่ถามก็ว่า  พอถามก็โดน  ซวยอะไรนักวะเนี่ย!!!!!!!

 

"อยากรู้โว๊ย!!  แต่ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า!!"

 

ซองมินพองลมทำปากยื่น  ดวงตาหรี่แบบไม่พอใจ  "เล่าก็ได้!!  เห็นว่าอยากรู้หรอกนะ"

 

เออ!!  เอาสักทีเหอะ

 

 

"พี่ฮีชอล...  ชอบคิบอม..."

 

 

 

"ซองมิน!!  นายคิดว่าฉันหูหนวกหรือไงวะหะ!!  ฉันก็นั่งอยู่ด้วยเมื่อกี๊ได้ยินชัดเจนที่พวกพี่เขาคุยกัน"

 

คนขับเริ่มโวยวายขึ้นบ้าง  อุตส่าห์อดทนตั้งนาน  แต่เรื่องที่ได้ฟังกับเป็นสิ่งที่เขารู้แล้ว

 

 

"ฉันรู้น่า  ก็กำลังจะพูดต่ออยู่นี่ไง"  คราวนี้ซองมินกลับเป็นฝ่ายถูกโวย  เขารีบพูดตัดบทให้ฮยอกแจฟังในสิ่งที่เขาจะพูดต่อ

 

"พี่ฮีชอลไม่ใช่คนใจกว้างหรอกนะ  ออกจะร้ายเสียด้วยซ้ำกับคนที่คิดจะมาแข่ง"

 

เสียงอ่อนแรงทำให้ฮยอกแจหยุดฟังเงียบๆ

 

"ฉันกำลังหมายถึง  ถ้าพี่เขารู้เรื่องดงเฮขึ้นมา  คงไม่ดีแน่  นายก็คงรู้สึกใช่ไหม  ว่าสองคนนั้นน่ะดูยังไงก็ยังมีเยื่อใยต่อกัน"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จูบนั้นทำให้ดวงดาวสวยงาม  แต่ตัวเขากลับหนาวยิ่งกว่าเดิม...

 

คำรักที่ทำให้เขาตาสว่าง  ทำให้เขานึกถึงอดีตมากมายหลายอย่างที่ผ่านมา

 

 

ดงเฮขอตัวกลับบ้านทันทีหลังจากจูบแผ่วเบาบนดาดฟ้าคอนโดของคิบอม  แม้จะรู้ว่ามันเหมือนกับการเอาน้ำร้อนจัดราดลงไปบนหัวใจที่เย็นเฉียบของคิบอมก็ตาม

 

คิบอมเดินนำหน้าไปเงียบๆ  ความรู้สึกเหมือนถูกฉุดลงเหวในเวลาเสี้ยววินาทีทำให้เขาหนักอึ้งไปทั้งร่าง 

 

เมื่อถึงรถ  ดงเฮเปิดประตูนั่งข้างคนขับโดยไม่อิดออด  เขาไม่อยากจะทำตัวงอแงไปมากกว่านี้  เพราะรู้ดีว่าแค่ท่าทางนิ่งเฉยของเขาก็ทำให้รอยยิ้มของคิบอมเหือดหายไปเสียแล้ว 

 

ตลอดทาง  ทั้งสองนั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไรออกมา  คิบอมมองถนนตรงหน้า  ในขณะที่ดวงตาของดงเฮยังจับอยู่ที่ภาพด้านนอกตัวรถที่เคลื่อนไหวไวๆตามความเร็วของรถยนต์ที่เคลื่อนไป

 

ไม่ต้องบอกทาง  เพราะคิบอมจดจำมันได้อย่างดีหลังจากการมาส่งดงเฮที่หอครั้งแรก  ความเงียบที่ดูเนิ่นนานแต่ก็รวดเร็วเกินใจจะนึกอะไรได้ผ่านไป  เขาก็เลี้ยวเข้าไปจอดที่หน้าหอ  พร้อมกับความคิดต่างๆมากมายที่ประดังประเดเข้ามาในเวลาเดียวกัน

 

"ขอบคุณ" 

 

ดงเฮกล่าวสั้นๆ  ร่างบางขยับแต่ก็ถูกดึงกลับให้หันมาเผชิญหน้ากับคิบอมอีกครั้ง

 

ร่างเล็กขมวดคิ้วด้วยตกใจ  แต่เมื่อสบมองดวงตาสีเข้มของคิบอม  ความคิดจะต่อว่าก็หายไปสิ้น

 

แววตาของคิบอมทำให้หัวใจเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง  แววตาที่เหมือนกับในวันที่เลิกกัน

 

 

"คิบอม"

 

 

 

คิบอมสูดหายใจเข้าแผ่วเบา  ทั้งที่รอยยิ้มของดงเฮทำให้เขากลับมีหัวใจ  ทำให้เขามีความหวัง  ทำให้เขาพร้อมจะลืมเรื่องร้ายๆที่ผ่านมาแท้ๆ  แต่ตอนนี้เขาดันต้องมาหวั่นไหวอีกครั้ง

 

ความเงียบและความนิ่งเฉยของดงเฮกำลังบอกว่าอดีตมันกำลังเปลี่ยนไป  บอกว่าเขาต้องยอมรับความจริงตั้งแต่วันที่ถูกบอกเลิกวันนั้นแล้ว

 

 

 

"ที่ฉันบอกว่ารัก  มันยังมีความหมายอยู่อีกหรือเปล่า"

 

 

 

เหมือนจะขาดอากาศหายใจ  ดงเฮอยากจะร้องไห้ออกมาเสียตอนนี้

 

เขาทำได้แค่หันหน้าหนี  เลี่ยงที่จะสบสายตา  แต่คิบอมไม่ได้ใจดีขนาดนั้นเมื่อมือหนาออกแรงดึงต้นแขนรั้งให้ดงเฮหันกลับมา

 

ดงเฮปัดมือของคิบอมออก  แรงบีบเบาๆแต่มันเจ็บไปทั่วร่าง  ฝ่ามือของคิบอมเย็นจัดจนดงเฮต้องยกสองมือขึ้นปิดบังใบหน้าของตัวเอง  ใบหน้าที่เคยสดใสซุกซ่อนใต้ฝ่ามือบาง  ดงเฮส่ายหน้าช้าๆ

 

 

"งั้นพูดออกมาสิ  พูดว่าไม่ได้รักกัน  ผ่านมาตั้งนานแล้ว  คงทำใจพูดได้แล้วสินะ"

 

 

น้ำเสียงราบเรียบของคิบอมเชือดเฉือนหัวใจได้มากกว่าคำด่าทอหรือการตะโกนใส่หน้า  อาจเป็นเพราะดงเฮรู้ดีว่าคิบอมคิดอะไร  ความรู้สึกที่อยู่ภายใต้คำพูดนี้  ก็คือความเสียใจที่ไม่ต่างกัน

 

 

"เปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม"

 

 

เปลี่ยน ??

 

ถ้าทำได้คงดีสิ  ถ้าหัวใจมันเปลี่ยนกันได้ง่ายขนาดนั้น  คงไม่ต้องเสียใจมากขนาดนี้

 

 

"คิบอม...  เกินไปแล้วนะ!"  มือขาวดันคิบอมออกห่างจึงเผยให้เห็นใบหน้าที่บัดนี้มีน้ำใสหยดลงเป็นทาง  "ฉันรู้ว่าตัวเองผิด  รู้ว่าตัวเองไม่ดี  แต่อย่ามาพูดแบบนี้ได้ไหม  อย่าทำเหมือนฉันเป็นคนอ่อนไหวไม่มั่นคง  นายคิดว่าฉันมีความสุขมากนักหรือไง!"

 

ดงเฮกัดริมฝีปากแน่นเพื่อจะหยุดอาการสะอื้นของตนเอง  ทั้งที่ควรจะนิ่งเฉยอดทน  แต่เขากลับโวยวายออกมาเองทั้งนั้น

 

 

เหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง  จิตใจมันเผลอไผล  อ่อนไหว  และอ่อนแอ 

 

เหตุผล  ความตั้งใจที่เคยมี  สลายหายไปในความรู้สึก

 

ไม่ว่าเมื่อไหร่  ก็ไม่อาจต้านทาน

 

 

คิบอมเอนตัวเข้ากอดร่างบอบบางก่อนที่จะหนีเขาไป  ดงเฮยิ่งดิ้น  เขาก็ยิ่งออกแรงมากขึ้น  จนเมื่อมือหนาของเขาวางทาบลงไปบนแผ่นหลังและลูบขึ้นลงแผ่วเบาเพื่อปลอบโยนความรู้สึกของคนในอ้อมกอด  ดงเฮก็สะอื้นหนักกว่าเดิม  หน้าผากมนเอนทาบลงบนบ่าของคิบอม  ยอมปล่อยตัวให้คิบอมกอดเอาไว้แต่โดยดี

 

 

"ยังรักกันอยู่ใช่ไหม"

 

 

คนถูกกอดสะอื้นอีกครั้ง  คำพูดที่ได้ฟังเหมือนจะสะกิดความคิดในใจจนกำแพงที่เคยสร้างเพื่อป้องกันตัวเองทลายลง  ดงเฮไม่อาจพูดอะไรออกมา  จึงยกมือของตัวเองกำเสื้อของคิบอมเอาไว้แน่น  ซึ่งคิบอมก็ตอบสัมผัสนั้นด้วยการกระชับกอดโอบรัดร่างของดงเฮให้แนบชิดเข้ามาอีก

 

 

 

ถ้าอย่างนั้น  ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ด้วย...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"เมื่อไหร่จะกลับกันสักทีวะ"

 

ผู้เป็นเจ้าของสถานที่เอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงใจ  หลังจากฮยอกแจพาซองมอนกลับออกไปได้พักใหญ่ๆ  เขาก็นึกเบื่ออยากจะพักผ่อนบ้าง

 

"เด็กไม่อยู่ก็ไล่เชียวนะ"  ฮีชอลสวนกลับอย่างรู้ทัน  คนเคยกันอย่างเขาทำไมจะดูไม่ออกว่าฮันกยองคิดอะไร  ซึ่งคนถูกจับทางออกก็แค่หันหน้าเข้มๆมามอง

 

"รู้แล้วก็กลับไปซะสิ"

 

"ใช่สิ  ฉันมันคนเก่านี่"

 

 

"โว๊ยย!!  หนวกหู"  อิทึกเห็นแล้วก็หมั่นไส้  อารมณ์ขึ้นลงง่ายๆทำให้ทำอะไรเดาได้ยาก

 

"หนวกหูก็กลับบ้านไปเลยไป๊!!"  เจ้าของที่ไม่ยอม  จึงสวนกลับทันควัน

 

อิทึกลุกพรวดขึ้นเดินออกจากโต๊ะรวดเร็ว

 

"เฮ้ย!!  งอนเรอะ"  คนไล่เห็นท่าไม่ดีก็ตะโกนถามตามหลัง

 

อิทึกหันมาชูโทรศัพท์ของตัวเอง  "จะไปโทรศัพท์โว้ย!  ก็เล่นคุยกันอยู่ได้"

 

 

"แหม  ไอ้มาเฟียใจเท่ามด"  ฮีชอลแซว

 

"พูดมาก"  ฮันกยองแก้เก้อ  โยนลูกไปที่คนอื่น  "ซีวอน!!  จีบน้องอยู่ได้  เอาฮีชอลไปส่งบ้านทีดิ๊" 

 

"จีบอะไรพี่!!  แค่คุยกัน!!"  คยูฮยอนรีบแก้ตัว  มุดตัวออกจากวงแขนรุ่นพี่ที่พาดอยู่บนบ่า

 

"จะจีบจะคุยจะอะไรก็ช่าง  กลับกันได้แล้ว  จะปิดร้านแล้วโว๊ย!"

 

"ไล่ลูกค้าแบบนี้เดี๋ยวก็ชักดาบซะหรอก" 

 

"อย่ามาพูดดีไอ้คุณชาย  ปกติจ่ายกันงั้นนี่"

 

ซีวอนหัวเราะชอบใจคนรู้ทัน  รีบล้วงกระเป๋าหยิบกุญแจรถส่งให้ฮีชอล  "กลับเองนะ"

 

"ทุกที!"  รับกุญแจรถสปอร์ตคันหรูมาถือในมือ  "เอาไปซิ่งซะเลยดีมะ"

 

"เต็มที่"  เจ้าของรถโบกมือให้สิทธิเต็มที่

 

คยูฮยอนนั่งมองแล้วก็เหนื่อยหน่าย  เห็นสภาพแล้วคงต้องเป็นเขาอีกแน่นอนที่ต้องไปส่งรุ่นพี่มาดคุณชายคนนี้  จะพูดมากก็เกรงใจพี่ฮีชอล

 

"ไปคยู  กลับหอ  เจ้าของมันไล่แล้ว"  ซีวอนลุกขึ้นดึงแขนคยูฮยอนยิกๆ

 

"กลับหออะไรกันครับ  ผมก็ต้องไปส่งพี่ก่อนอ่ะ"

 

"ไม่ต้องส่ง  เดี๋ยวพี่ค้างหอเราเลยแล้วกันคืนนี้" 

 

ไม่รอให้ต่อปาก  ซีวอนลากแขนคยูฮยอนที่ทำหน้าเซ็งออกจากร้านพร้อมโบกมือลาเพื่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่หน้าร้านอาหารจีน  คนและรถบางตาลงไปมาก  ซีวอนเปลี่ยนจากจูงแขนเป็นกอดคอรุ่นน้อง

 

"พี่ซีวอน  นั่นพี่อิทึกนี่ครับ"

 

ซีวอนหันมองตามมือของคยูฮยอน  เห็นหลังอิทึกไวๆปิดประตูรถของใครสักคนที่เขาดูไม่คุ้นตา

 

"มีคนมารับด้วยแหะ"

 

"ใครอ่ะ  ผมไม่เห็นคุ้นรถ  แฟนใหม่ป่ะเนี่ย"

 

"หึหึ  เอาไว้ไปแซวสิ"

 

สองพี่น้องเดินขำกันตามประสา  มองโน่นนี่ร้านโน้นนี้ที่เหลืออยู่เพียงไม่เท่าไหร่ที่เปิดอยู่ในกลางดึก  คยูฮยอนเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ก็เงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่

 

"อะไร"  ซีวอนถูกมองใกล้ๆแบบนี้ก็หัวเราะออกมาเบาๆ

 

"ทำไมพี่ซีวอนชอบกอดคอ  มันหนักนะ"

 

"ก็มันพอดีแขน  แก้เมื่อย"  พับแขนขึ้นมาเพื่อจะขยี้กลุ่มผมเส้นเล็กของรุ่นน้องด้วยความเอ็นดู  อกแรงกดนิดหน่อยให้คยูฮยอนหันกลับไปมองทางตรงหน้า

 

หญิงสาวกลุ่มใหญ่เดินสวนผ่านไป  หลายคนยิ้มให้  หลายคนยกมือปิดปากที่แอบหัวเราะคิกคัก  คยูฮยอนมองตามแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเป้าสายตายังไงไม่รู้

 

"ชอบทำแบบนี้  คนเขาเข้าใจผิดหมด"

 

"เรื่องอะไรล่ะ  กลัวเขาคิดว่าเป็นแฟนพี่เหรอ"

 

"แล้วพี่ไม่กลัวรึไง!?"

 

 

"ถ้ากับคยูก็โอเคนะ"

 

 

"ถ้าเกิดผมคิดจริงจังขึ้นมา  พี่จะว่าไงหะ"

 

 

ซีวอนอมยิ้ม  ไม่พูดตอบอะไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฮันกยองเดินออกมาส่งฮีชอลที่รถซีวอน  ก้มลงเกาะกระจกข้างคนขับที่ลดลงมาจนสุด  "ขับรถดีๆล่ะ" 

 

"อืม  ขอบใจ  นายไปเถอะ  ไม่ต้องเป็นห่วงฉันนักหรอก"  ฮีชอลยิ้ม

 

"ไม่ให้ห่วงได้ไง  เฮ้อ  เอาเถอะ  โชคดี"

 

ฮันกยองยืดตัวขึ้นปล่อยให้ฮีชอลขับรถออกไป 

 

เมื่อแสงจากไฟท้ายหายวับไปแล้ว  เขาก็หันหลังเดินกลับร้านที่เป็นที่พักของเขาด้วย  มือข้างหนึ่งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด

 

ตามภาษาคนที่วางตัวเป็นผู้นำ  ทำอะไรก็บ่นไปเรื่อย  "อิทึกมันไปไหนวะ"  หยิบโทรศัพท์ขึ้นแนบหูเพื่อฟังเสียงเรียกเบอร์ปลายทาง

 

"ทำไมไม่รับเล่า"

 

หนุ่มจีนไม่ยอมแพ้  กดซ้ำแล้วซ้ำอีก  หมายมั่นว่าจะไม่เลิกจนกว่าจะมีคนรับสายนั่นแหละ

 

ช่างมีความพยายาม  ฮันกยองเดินผ่านร้านเข้าสู่ส่วนที่พักส่วนตัวของเขา  เดินขึ้นบันไดเข้าห้องนอนนั่นแหละ  อีกฝ่ายจึงได้รับสายเขา

 

"ฮัลโหล!!!  พี่เป็นบ้าอะไรหะ!!  คนจะนอน  โทรกวนอยู่ได้!!"

 

"ก็รู้ว่าพี่โทรมาทุกวันแล้วยังจะลีลาอีกนะฮยอกแจ"

 

ฮยอกแจทำเสียงโวยวายทั้งที่งัวเงีย  คนฟังก็ยิ้มขำเพราะตัวเองคงไปขัดจังหวะความฝันเข้าแล้วล่ะสิท่า

 

"ถึงหอนานแล้วเหรอ"

 

"ใช่น่ะสิ!!  นานจนหลับไปแล้วด้วยเนี่ย!!"

 

"หะหะ  ครับๆ  โอเค  งั้นฝันดีแล้วกัน"

 

ฮยอกแจเงียบไปพักใหญ่  ฮันกยองก็ไม่ได้เอะใจ

 

 

 

 

"นี่จะบ้าหรือไง!!!!  โทรมากวนชาวบ้านเขาแค่นี้เนี่ยนะ!!!!!"

 

 

 

 

"แหม  อยากคุยกับพี่ก็บอกตรงๆก็ได้"

 

"ฮึ่ย!!!  มั่ว!!!  ไม่เอาแล้ว  จะนอน!!!"

 

ฮยอกแจตะโกนโหวกเหวกก่อนจะตัดสายทิ้ง  ไม่คิดฟังคำของรุ่นพี่จอมตื๊ออีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบหน้าสวยยิ่งกว่าหญิงสาว  ขัดกับบุหรี่ที่ถูกจุดอยู่ในมือส่งกลิ่นใบยาสูบหอมหวนกรุ่นไปทั่ว 

 

แจจุงพ่นควันสีขาวออกมาเบาๆ  ดวงตาสีน้ำตาลเข้มทอดมองลงไปยังเบื้องล่าง  ลมกลางดึกโหมเข้าสู่ระเบียงหอพัก  พัดเส้นผมละเอียดให้ปลิวเบาๆ

 

 

 

ไม่ได้การ...

 

 

 

แจจุงคิดในใจ  เมื่อแน่นอนแล้วว่าข้างรถสปอร์ตสีดำสนิทที่จอดอยู่หน้าหอเป็นหนุ่มร่างเล็กที่เขารู้จักดียืนอยู่ข้างหนุ่มร่างสูงอีกคน

 

เขาคงไม่จำเป็นต้องคิดเกินเลย  ถ้าหากว่าทั้งสองคนไม่กุมมือกัน  ยิ่งกว่านั้น  เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ยังจูบหน้าผากดงเฮเสียด้วย

 

 

"ต้องทำอะไรสักอย่าง..."

 

 

 

"ทำอะไรอยู๋"  เสียงทุ้มทำให้แจจุงสะดุ้ง  แม้จะสนิทกันมานานกับเพื่อนร่วมห้อง  แต่เล่นมาไม่ทันตั้งตัวก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา

 

"สูบอีกแล้วนะนายเนี่ย  เมื่อไหร่จะเลิกสักที"  ยุนโฮเดินเข้ามาดึงบุหรี่ในมือของแจจุงขยี้ลงในที่เขี่ยโดยไม่ออกปากถาม  "ดูอะไรอยู่เหรอ"

 

แจจุงพยักหน้าไปทางด้านล่างเป็นสัญญาณให้ยุนโฮขยับเข้าไปชิดราวระเบียง  ชายหนุ่มร่างหนากวาดสายตามองไปรอบๆ  เห็นรถสีดำคันหนึ่งวิ่งออกไป  และอีกด้านหนึ่งก็เห็นร่างของใครสักคนที่คุ้นตา

 

 

ยุนโฮยิ้มออกมาทันที  แล้วร้องเรียกโดยไม่กลัวว่าเพื่อนร่วมหอชั้นอื่นๆจะตื่นขึ้นมาปาหัวเขาเลยแม้แต่น้อย

 

 

"ดงเฮ!!!!"

 

 

คนถูกเรียกเงยหน้าตามเสียงขึ้นมา  ยุนโฮยกมือขึ้นโบกทำให้แจจุงที่ยืนอยู่ข้างๆยกมือตามโดยอัตโนมัติ

 

 

 

 

รอยยิ้มของยุนโฮคงจะชัดเจนสว่างไสวในสายตาของดงเฮ

 

ตรงกันข้าม  สำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง  ระยะมันคงไกลเกินไปที่จะสังเกตเห็น

 

 

 

แจจุงมองยุนโฮสลับกับดงเฮ  ในหัวมีแต่คำพูดเดิมๆ

 

 

ไม่ได้การ...  ต้องทำอะไรสักอย่าง...

 

 

 

 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป ^^

 

โดนหักมุม  หรือเปล่านะ ??  555+

ไม่รู้สิ  ที่รู้คือช้ามากกกกกกกกก  ขอโทษนะทุกคน  ยังไงก็ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ  ^^

 

ต่อไป  มาพูดถึงเรื่องไรเตอร์มั่งดีกั่ว  คึคึ

 

มีคนเคยถาม  แล้วก็ไม่ตอบสักที  ก็เรื่องชื่อนี่หล่ะนะ

ease supsnerv

ชื่อนี้อ่านว่าอย่างไร  :  จริงๆไม่ได้ตั้งใจว่าจะอ่านว่ายังไง  คืออ่านอะไรก็ได้  แต่ส่วนตัวจะอ่านว่า  อีส  ซับสะเนิ๊บ  (555+  ภูธ๊รภูธร)

ได้มายังไง  :  เอิ่ม...  โครงสร้างชื้อนี้มีหลายนัยยะ  อย่างแรกเลยคือ ease อีส เป็นชื่อเล่น(ที่นี่)ของไรเตอร์  ส่วน supsnerv มาได้ยังไงนั้น  ก็จะต้องพูดกันถึงจุดเริ่มต้น

ไรเตอร์เริ่มงานเขียนวายที่บอร์ดกิมโหม๋ว  รู้จักกันป่ะคะ  55  ตอนนี้ไม่มีแล้วล่ะนะ  ที่นั่นเป็นบอร์ดแฮร์รี่หล่ะ 

แล้วด้วยความที่พื้นเพเป็นพวกชอบคนเลวที่ดี  (เอ๊ะ ยังไง)  เลยทำให้หลงรัก เซเวอร์รัส สเนป หมดใจ  เป็นเหตุให้ได้ชื่อ ease supsnerv มา  จากการสลับตัวอักษรของคำว่า Severus Snape นั่นเอง

โครงสร้างการตั้งชื่อก็เช่นเดียวกับชื่อดาร์คลอร์ดนั่นแหละ  สรุปแล้วคือ  ไรเตอร์เป็นพวกสลิธิรีนเต็มตัว  55555+

 

ชื่อนี้ก็เลยใช้มาจนบัดนี้  i am ease supsnerv love Snape

 

ชื่อจริงๆ  :  อีสค่า  เรียกได้นะ

อายุ  :  เราขึ้นสภาอาวุโสแล้วหล่ะ  ปีนี้เบญจเพสแล้วค่ะเด็กๆ  แต่ชอบทำตัวเด็กซะเอง

 

อื่นๆ  :  กรุณาตั้งคำถาม  ไม่รู้จะตอบอะไรอีกดี  คึคึ

 

ขอบคุณรีดเดอร์ ^^

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

พี่อีสๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

หหุหุ ในที่สุดเราก้ได้รู้จักกันซะที

หากปีนี้เบญจเพส ก็เป็นพี่แอนแน่นอน แต่เราห่างกันไม่เท่าไหรหรอกเนอะ

แปลว่า พี่ทำงานแล้วอ่ะดิ
เหมือนแอนเลย

การทำตัวเด็กไม่ใช่เรื่องแปลก อย่าได้แคร์ไม่
ทุกวันนี้กรอกหูตัวเองทุกวันว่าเพิ่ง 15 ทั้งที่จริง จะ 23 แล้ว

หุหุ

ดีใจที่ได้รู้จักกันค่ะ

#2 By kihae13 on 2009-09-03 20:57

อ่า รู้สึกมึนๆ กับคู่คิเฮ
แต่ชั้นก็ชอบความมึนๆ นะ อิอิ
คือที่มึนๆ เพราะมันดูยากๆ อะ มันดูไม่ง่ายเล้ย
เหมือนเงยหน้ามองแล้วยังมีอีกสักพันกิโลต้องเดินทางไปถึง
อะไรประมาณนั้น แหม สำนวนชั้นก็ลิเกใช้ได้ 555

อ่า รู้จักกันเสียที แต่เราอ่านว่าซับสเนิฟเหมือนกันนะ
แต่ไอข้างหน้าอ่านอีเซ่ อะ ก็ว่าไปเรื่อย ฮ่าๆๆ
ชื่อคล้ายๆ เพื่อนเรา เพื่อนเราชื่ออี๊ด มันใช้ว่า is

อ้อ แต่เรื่องอายุ อืม สงสัยในโลกแห่งคิเฮ คงไม่มีใครแก่เท่าเราแล้ว อายุก็ขึ้นเลขสามแล้วล่ะ แต่รู้สึกหัวใจและสมองยังประมาณ18 ฮ่าๆๆๆ
ต้องเรียกตัวเองว่าพี่แล้วสิเนี่ย ว่าาาาาา ใครแก่กว่าพี่มั่ง เนี่ย (เสียงแว่วๆ สวนมาว่า ม่ายมี )

พี่ก็เขียนนิยายอยู่ แต่ไม่ใช่วาย เป็นเรื่องทั่วๆ ไป เพราะไม่เก่งเรื่องวาย แต่ชอบอ่าน มันสนุกดี
เมื่อก่อนพี่อ่านพวก จิน กับคาเมะ ยามะพีอะ รู้จักใช่ปะ

ว่างๆ ก็อู้งานไปเยี่ยมกันได้ที่เด็กดีนะ ตามลิงค์ข้างบนจ้า

#3 By up2u (118.174.88.178) on 2009-09-08 17:54

เพิ่งมีโอกาสได้แวะเข้ามาหลังจากหายไปนาน 555

คิดถึงกันบ้างป่าวเอ่ย

คิเฮ ตอนนี้โอเคแล้วใช่ไหมนะ

แต่ก็ยังดูอึมครึมนิดนึง

เดี๋ยวขอไปอ่านตอนต่อไปก่อนนะ อาจจะอึมครึมน้อยลง (ไหม?)big smile

#4 By Beriberi (124.120.122.36) on 2009-09-10 00:24

เจ๊ร้ายเหมือนที่ซองมินพูดเหรอ

ตกลงหมวยมันจะเอายังไงกับบอมเนี้ยะ

ตกลงวอนคยูเหรอนี่ไรท์เตอร์..วอนทำให้คิดนะนี่

แอบขำกับการจีบฮยอกของฮัน

**น้องอีสดีใจด้วยมีคนอาวุโสกว่า..ฮิฮิ

#5 By KoBRiin (124.120.88.6) on 2009-09-24 14:41

แอร๊ยยยย วอนคยู สยิวกิ้ว หล่อทั้งคู่ แล้วกระต่ายป่าล่ะคะไรเตอร์ - -'

ฮัน ความพยายามเป็นเลิศ 555 โดนด่าทุกวัน แต่ก็ด่าทุกวัน
สงสารฮยอกชะมัด โดนกระต่ายเจ้าเล่ห์ฉุดไปโน่นมานี่
แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ เพื่อนสนิท (ไรเตอร์จะให้คิดไม่ซื่อหักมุมอีกคู่หรือเปล่าเนี่ย)

เฮคะ เรื่องยังไม่เคลียร์ รีดเดอร์ก็ยิ่งงงนะ ว่าตกลงว่าทำไมเลิกกัน

ยุนโฮ๊ .. ลืมไปว่ามีนายอยู่ด้วย นายจะมาเป็นอุปสรรคอีกคนใช่มั้ยอ่ะ~

#6 By ~sand~ (222.123.219.171) on 2009-10-05 18:29