Fic KiHae : Oblivion  รักเลือนของคุณชายวายร้าย 

ตอนที่ 1

 

ที่นี่มีแต่ Boy's Love นะคะ  ถ้าไม่ใช่แนว  กดปิดเลยค่ะ ^^

 

Writer : ease supsnerv

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คิดมาตลอดว่าในหัวสมองคงมีสิ่งผิดปกติ  การจดจำที่ไม่สมบูรณ์  เพราะความทรงจำแรกเริ่มของ ลี ดงเฮ  นั้น  เริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุถึง 9 ปีแล้ว

 

ก่อนหน้านั้น  ไม่อาจนึกได้เลยสักอย่าง  เพื่อนสมัยเด็ก  โรงเรียน  เหตุการณ์ประทับใจ  กระทั่งใบหน้าของคุณแม่  ก็ไม่สามารถจดจำ

 

 

 

ฝนเทลงเป็นสายบาง  ลมนิ่งสนิททำให้หนาวเย็นเยือกจากความชื้น  เส้นผมละเอียดเกาะกลุ่มเป็นก้อนเพราะเปียกละอองบาง  มือขาวซีดโผล่พ้นสูทเครื่องแบบมัธยมปลายเพราะเหน็บหนาวแต่ก็ยังฝืนทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร

 

ดงเฮไม่มีร่มติดตัวมา  และไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะโดดเรียนออกมาทั้งแบบนี้  คว้ากุญแจของฮยอกแจออกมาได้  ก็หลบออกมาเงียบๆ  ไม่รับโทรศัพท์ที่โทรตามเป็นสิบสายเพราะไม่อยากจะคุย  สาเหตุก็เพราะ  ฝน..กำลังตกลงมา

 

 

 

สายฝนชวนให้เหงาจับใจ  ความเหงาที่ไม่อาจเติมเต็ม  ไม่รู้วิธีจะหยุด  มันเหมือน...กำลังตามหาบางอย่างที่แม้แต่ตนเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร

 

 

 

ทางเดินเงียบเชียบ   แม้ปกติแล้วจะเป็นสถานร้านค้าที่พลุกพล่าน  แต่ในช่วงสายของวันธรรมดา  กลับมีคนเพียงประปราย  ดงเฮเดินตัวชิดกับกระจกร้านแล้วร้านเล่าเพื่อจะพาตัวเองหลบสายฝนไปให้ถึงที่ที่ต้องการ

 

 

เลี้ยวตรงหัวมุมอีกครั้ง  ดงเฮก็เปิดปะตูร้านที่มีกระดิ่งประดับดอกไม้ห้อยเข้าไป

 

 

"เออ  มันมาแล้ว..  เออน่า  เดี๋ยวดูให้  แค่นี้นะ"

 

หนุ่มใบหน้าสวยหวานนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวสูงไม่มีพนักตรงเคาน์เตอร์  ผ้ากันเปื้อนสีชมพูเข้ากับริบบิ้นที่ผูกผมยาวประมาณบ่าให้เป็นปอยยุ่งเล็กๆที่ต้นคอด้านหลัง  เขาวางสายโทรศัพท์มือถือที่มีที่ห้อยรูปการ์ตูนเยอะแยะลง  แล้วหันมายักคิ้วให้กับดงเฮ

 

"ไง  เปียกมาเลยนะเรา"

 

ดงเฮก้มหัวน้อยๆในเชิงทักทาย  ใบหน้าเรียบเฉยเป็นปกติในแบบที่มีแต่คนรู้จักเท่านั้นที่จะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา  ดงเฮไม่ยิ้มมานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้

 

"ข้างบนว่าง  ไม่มีใครหรอก"  เขาพูดขณะเลื่อนตัวลงจากเก้าอี้  "ขึ้นไปสิ  เดี๋ยวพี่ชงช็อกโกแลตไปให้"

 

 

 

 

ดงเฮเลือกนั่งบนเก้าอี้โซฟาสานจากหวาย  พนักสูงโค้งมนทำให้รู้สึกอบอุ่นยามพิงศีรษะแอบอิงแบบนี้  ใบหน้าขาวนวลน่ารักปานเด็กผู้หญิงที่ดูเย่อหยิ่งในแววตา  กับริมฝีปากสีอ่อนบางเฉียบ  ดูไม่ผิดกันกับลักษณะคุณหนูเอาแต่ใจและดื้อรั้น

 

นอกหน้าต่างกระจกใส  เห็นสายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุด  หนักเบาสลับกันดั่งทำนองของเสียงเพลง  ดงเฮยกขาสองข้างขึ้นชัน  โอบแขนสองข้างล้อมรอบแล้วซบใบหน้าลงทั้งที่ดวงตายังจ้องมองหยดน้ำที่ร่วงหล่นลงมา

 

 

"มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า"  พี่ชายหน้าหวานคนเดิมวางแก้วช็อกโกแลตหอมกรุ่น  ควันร้อนๆลอยขึ้นเป็นระยะสั้นๆเมื่อกระทบความเย็นภายนอก

 

ดงเฮส่ายหน้าเบาๆโดยไม่เงยขึ้นมอง  พี่ชายคนนั้นจึงถอนใจแล้วนั่งลงเก้าอี้ตัวข้างๆ  "ฝนตกทีไรเป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า  ถ้าจะมาก็หัดบอกเจ้าสองคนนั้นก่อนสิ  มันเป็นห่วงจนไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้ว"

 

คำพูดทำให้ร่างเล็กสนใจ  เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายที่กำลังตำหนิตนเอง  "พี่ฮีชอล..."  เสียงหวานเอ่ยขึ้นไม่เบานัก  แต่พอที่จะหยุดประโยคบ่นว่าไปตามเรื่อง  ฮีชอลอ้าปากค้างแล้วมองดวงตาเป็นประกายของดงเฮอย่างตั้งใจ  แววตาที่เหมือนมีมนต์สะกดให้ต้องเชื่อฟัง

 

จนเมื่อรู้ว่าฮีชอลอึ้งไป  ดงเฮก็กลับลงไปซบใบหน้านิ่งตามเดิม

 

"ไอ้เด็กบ้านี่!!  รำคาญก็บอกกันตรงๆเลย!!  อย่ามาใช้สายตาแบบนี้กับฉัน"

 

"ถ้าผมไล่พี่ก็ว่าอยู่ดีนั่นแหละ"

 

"เออ!!!  ฉันไปก็ได้  ไม่อยากกวนนักหรอก!!!"  ฮีชอลลุกพรวดพราดขึ้นทำเสียงตึงตังแบบงอนๆ 

 

 

พอดีกับที่ดงเฮลอดเสียงเบาหวิวออกมา  "ขอบคุณ" 

 

 

ฮีชอลชะงักอีกครั้ง  เขาส่ายหน้าระอาใจ  รู้ตัวว่าโกรธเด็กคนนี้ไม่ลงจริงๆ

 

"อย่าให้มันมากนักเลยเรา  พี่รู้ว่าดงเฮโตแล้ว  แต่เราก็รู้ใช่ไหม  ยังไงพวกนั้นมันก็ห่วงอยู่ดีนั่นแหละ"

 

ฮีชอลลูบผมที่ยังชื้นนั้นเบาๆ  ก่อนจะก้มลงมอบจูบแสดงความรักของพี่ชายที่หน้าผากแผ่วเบา

 

"ถ้าสบายใจแล้ว  ก็ค่อยโทรกลับแล้วกัน"

 

ดงเฮยังนั่งนิ่ง  ทำเหมือนไม่รับรู้รับฟังคำพูดของฮีชอล

 

 

 

 

 

 

"อยู่ที่เดิมนั่นแหละ  พี่ฮีชอลโทรมาแล้วเมื่อกี๊"  ฮยอกแจพูดตอบพี่ชายแท้ๆของตนเองผ่านทางโทรศัพท์  หลังจากที่ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้  ฝนเริ่มเทลงมาพร้อมกับที่ดงเฮหายไปในระหว่างที่เขาไปห้องน้ำ  ในชั่วโมงเรียนแท้ๆ  แต่เจ้าหมอนั่นก็หนีไปจนได้  ทำเอาเขาวุ่นวายโทรบอกคนโน้นคนนี้ไปทั่ว

 

"นายนี่น๊า  อยู่ด้วยกันแท้ๆ  ดันปล่อยให้หายไปจนได้  ตั้งกี่ครั้งแล้วหะ!!"

 

"โธ่พี่อิทึก!!  พี่ก็รู้ดงเฮน่ะไวจะตาย  แถมในคาบเรียนมันยังกล้าโดด"  เด็กหนุ่มหน้าใสพูดปาวๆ  ริมฝีปากแดงขยับไหวตามคำพูดชวนมอง  ผิดกับท่าทางการนั่งที่ดูเป็นเด็กหนุ่มแสนห้าว  ยกแข้งขาป่ายพาดโต๊ะในโรงอาหารของโรงเรียน

 

"มันไม่เหมือนแกนี่"

 

"อะไรพี่!!!"  เหมือนจะโดนต่อว่าอยู่กลายๆก็เลยลงเสียงดังสู้

 

"เออๆๆๆ  รำคาญนายแล้วหว่ะ  บอกซีวอนให้ไปรับดงเฮด้วย"

 

พี่ชายพูดด้วยเสียงเบื่อหน่ายแล้ววางสายไป  ทิ้งให้ฮยอกแจทำเสียงไม่พอใจในลำคออยู่คนเดียว 

 

ซึ่งเสียงนั้นก็สะกิดร่างเล็กของเด็กหนุ่มใบหน้าหวานอีกคนที่กอดอกไขว่ห้างนั่งอยู่ข้างๆให้ต้องหันมาแขวะ

 

"ทำไมพี่ฮยอกแจชอบทำเสียงจิ๊จ๊ะ ฟังแล้วหงุดหงิด"  ขมวดคิ้วมองหน้าไม่พอใจ

 

"อะไรวะ!?  พี่อิทึกก็คน  นายก็อีกคน  ว่าฉันอยู่ได้"

 

"แล้วมันจริงไหมล่ะ"  พูดเสียงเรียบเฉยไม่เกรงกลัวพี่ชายตัวเองแม้สักนิด

 

ฮยอกแจเห็นเข้าก็อดตบหน้าผากน้องคนเล็กของตัวเองเบาๆไม่ได้  "ทำไมเล่า  ฉันจะทำอะไรแล้วมันหนักหัวนายหรือไงหะเรียววุค!!"

 

"เจ็บนะ!!"  เรียววุคไม่ยอม  ผลักพี่ชายที่ลอยหน้าลอยตาอยู่ใกล้ๆจนกระเด็นเกือนตกเก้าอี้

 

"เอ๊ะ!!!  ไอ้นี่!!!!"

 

 

สองพี่น้องเริ่มเข้าสู่ขั้นแรกของการทะเลาะต่อยตีแบบไม่อายสายตาใครกลางโรงอาหารของโรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดัง  นักเรียนอื่นๆได้แค่แอบเหลือบสายตามองดูเท่านั้น  ก็เพราะทั้งคู่ถือเป็นนักเรียนที่ได้รับอภิสิทธิ์ในฐานะลูกชายของตระกูลผู้อุปถัมป์รายใหญ่ของโรงเรียน  กลุ่มตระกูลเก่าแก่ที่มีอิทธิพลอันดับต้นในโซล  ผู้ครอบครองธุรกิจในหลากหลายด้าน  จึงไม่แปลกอะไรที่นักเรียนอื่นต่างพากันก้มหัวให้ด้วยความหวาดเกรงจนพวกเขาแทบจะไม่มีเพื่อนกล้าคบเสียด้วยซ้ำ

 

 

"ฉันเป็นพี่ชายนายนะ!!"

 

"ฉันก็เป็นน้องชายของพี่เหมือนกันนะ!!"

 

 

"เอ่อ...  พอเถอะนะ"  ก่อนที่สองพี่น้องจะข่วนหน้ากัน  เสียงทุ้มของชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวเจ้าชายก็ดังขึ้น  มือเรียวยาวยกขึ้นกางกั้นสองพี่น้องเอาไว้

 

"หลบไป!!  ซีวอน!!/พี่ซีวอน!!"

 

"พอเถอะน่า  ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตไปได้  ฮยอกแจก็ยอมๆน้องไปเถอะ"

 

เรียววุคได้ฟังก็ยักคิ้วกวนอารมณ์  เป็นน้องเล็กก็มีคนเอาใจแบบนี้นั่นแหละ

 

"ได้ไง  ก็มันว่าฉัน!!"

 

ซีวอนยิ้มขำแล้วเอื้อมมือไปลูบผมฮยอกแจเบาๆ  "น่านะ  ฮยอกแจใจดี  จะไปใส่ใจอะไรกับเรื่องแค่นี้  น้องยังเด็กก็พูดไปสนุกปาก"

 

ฮยอกแจสบตามองซีวอนสลับกับมองหน้าน้องชายตัวเองที่สงบศึกลงไปนั่งเก้าอี้ตามเดิม  แก้มป่องน้อยๆแสนงอนแต่ก็พยักหน้ารับรู้คำพูดของซีวอน 

 

 

"น่ารัก ^^"  ซีวอนว่า  แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆฮยอกแจที่นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม  "แล้วคนห้ามทัพหายไปไหนล่ะ"

 

ซีวอนถามถึงดงเฮ  ฮยอกแจกับเรียววุคก็เงยหน้ามาสบตากัน

 

 

"อยู่ร้านพี่ฮีชอล"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เลยเที่ยงมานานพอควรแล้ว  ดงเฮไม่มีท่าทีที่อยากจะกลับเข้าโรงเรียนเลย  ยังคงนั่งนิ่งมองดูฝนที่เหลือเพียงละอองบางโปรยปรายแผ่ว 

 

แดดลอดช่องว่างของเมฆลงมากระทบยอดไม้สีเขียวครึ้มในบางส่วน  ชวนให้ใจนึกอยากจะมองหารุ้งงามตามที่หนังสือว่าจะเกิดขึ้นในระหว่างฝนพรำ

 

ถึงไม่ต้องการ  แต่ก็ต้องไปเสียที  ดงเฮหยิบแก้วช็อกโกแลตแก้วที่สามขึ้นจิบอึกสุดท้าย  ส่วนเค้กไวท์ช็อกโกแลตนั้นไม่มีรอยแหว่งแม้แต่น้อย

 

เส้มผมแห้งสนิท  จึงไหวตามการเคลื่อนที่  ดงเฮเสยผมลวกๆ  แล้วลุกขึ้นเดินลงบันไดร้านลงมายังชั้นล่าง  โต๊ะนั่งเริ่มมีผู้คนจับจองต่างจากตอนที่เข้ามาทีแรกลิบลับ 

 

ฮีชอลรับออร์เดอร์จากลูกค้าสาวๆโต๊ะหนึ่งที่ดูจะร่าเริงเป็นพิเศษเสร็จเรียบร้อย  ก็เหลือบมาเห็นดงเฮเข้าพอดี  ใบหน้าหวานเปื้อนยิ้มบริการเดินตรงเข้ามา

 

"โอเคแล้วเหรอไอ้ตัวแสบ"

 

ดงเฮเลิกคิ้วแล้วเอียงใบหน้ามองงงๆ

 

"จะเอาเค้กไหม  จะได้ใส่กล่องให้  เผื่อไอ้สามคนนั้นด้วย"

 

ร่างเล็กส่ายหน้าเบาๆ  "ผมจะกลับคอนโดแล้ว  คงไม่แวะบ้านโน้น"

 

"จะกลับทำไมคอนโด  อยู่กับพวกนั้นก็ดีแล้วนี่"

 

 

ก็...  ไม่รู้เหมือนกัน  มันเหมือน...  นึกถึงอะไรบางอย่าง  จนไม่อาจสงบใจได้

 

 

ดงเฮทอดมองไปไกลๆ  ดวงตาแน่นิ่งกำลังครุ่นคิด 

 

"เอาเถอะ  อย่าลืมโทรไปบอกบ้านโน้นด้วย" 

 

เขาพยักหน้ารับ  แล้วก้าวเท้าเดินออกไป  แต่พี่ชายหน้าหวานก็ยังรั้งข้อมือเอาไว้  ใบหน้าขาวหันมามองด้วยความสงสัย  ฮีชอลมองหน้าน้องชายของเพื่อนที่เขาคิดเสมือนเป็นน้องชายแท้ๆของตนเอง  ด้วยแววตาที่ต้องการทวงอะไรบางอย่าง

 

 

ประกายในดวงตากระพริบวาว  ในขณะที่ดงเฮยิ้มออกมา  รอยยิ้มที่พี่ชายทวงถามก็คือสัญลักษณ์ของการตอบว่าเขายังสบายดี

 

 

 

 

 

 

ร่างเล็กเดินช้าๆไปตามทางเดิน  ร้านรวงเปิดมากขึ้นและเต็มไปด้วยผู้คนที่ถือร่มหลากสี  ความจริงแล้ว  ฝนเหลือแค่ละอองบางเท่านั้น  ในตอนที่พี่ฮีชอลตะโกนบอกให้เอาร่มมาด้วย  ดงเฮจึงตัดสินใจที่จะไม่หยิบมาตามคำแนะนำนั้น

 

บางที  การปล่อยให้ตัวเองเปียกปอนเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน

 

 

ย่านวัยรุ่นแห่งนี้  มีดีตรงที่เป็นจุดที่ใครต่างให้ความสนใจ  ในฐานะของเมืองทันสมัยและเต็มไปด้วยร้านค้าที่แปลกพิเศษ  ข้อเสียอย่างเดียวคือ  ลานจอดรถนั้นช่างอยู่ห่างไกล

 

 

ระหว่างทาง  มีเด็กนักเรียนจากโรงเรียนในย่านนี้เดินสวนไปบ้างเป็นระยะ  และแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาที่ใกล้เคียงกัน  ก็คือการมองจนเหลียวหลัง  ดงเฮชินเสียแล้วกับท่าทางนั้น  ท่าทางที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าตนเองเป็นเหมือนตัวประหลาด  เป็นคนที่แตกต่าง  เครื่องแบบโรงเรียนหรูอันดับต้น  กับใบหน้าหวานชวนมองที่บ่งบอกสถานะของการเป็นบุตรชายคนเดียวของลี  ดงฮวาน  ประมุขแห่งตระกูลผู้โด่งดัง 

 

ส่วนน้องชายของพ่อดงเฮ  หรือก็คือคุณอา  มีลูกชายอีกสามคน  ซึ่งก็คือ  อิทึก  ฮยอกแจ  และเรียววุคนั่นเอง

 

 

ด้วยความที่เป็นตระกูลมีชื่อเสียง  จะไปที่ไหนก็ไม่อาจจะพ้นสายตาได้ง่ายๆ  โดยเฉพาะยิ่งไปกับฮยอกแจ  เรียววุค  และซีวอนแล้วยิ่งไปกันใหญ่  จึงเป็นสาเหตุให้ดงเฮหนีหายออกมาคนเดียวบ่อยๆแบบนี้ 

 

 

 

เส้นผมเปียกชื้นอีกครั้ง  เสื้อสูทตัวหนาก็ทำให้เชิ้ตภายในเริ่มอึดอัด  สายฝนยังคงโปรยปรายละอองไม่หยุด  และทุกจังหวะก้าวเท้า  ดูเหมือนละอองนั้นจะค่อยเปลี่ยนแปลงเป็นหยดย้ำเม็ดโตขึ้นทุกทีๆ

 

เขาคิดในใจว่าน่าจะหยิบร่มติดมือมา  แต่ถึงขนาดนี้แล้ว  บ่นไปก็เท่านั้น  ฝนเทลงมาอย่างหนักอีกครา  ดงเฮตัดสินใจออกวิ่งเมื่อระยะเพื่อไปถึงลานจอดอยู่อีกไม่ไกล

 

ร่างบางหยุดวิ่งเมื่อถึงหัวมุมตึก  เขาเริ่มเซ็งเมื่อเห็นรถสปอร์ตราคาแพงสีดำสนิทจอดตากฝนอยู่ในที่วีไอพีด้านนอกอาคาร  และระยะจากตรงนี้ไปก็ไม่มีที่หลบฝนอีกแล้ว

 

 

ต้องเปียกจริงๆสินะ

 

 

 

หายใจเข้าลึกแล้วออกวิ่ง  พลันจังหวะนั่นเอง  สัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนก็รู้สึกถึงการประชิดตัวของใครคนหนึ่ง  ระยะใกล้ตัวที่ดงเฮไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะพลาดให้ใครหน้าไหนที่ไม่สนิทสนมเข้าถึง

 

ร่างผอมบางหันหลังทันที  สองเท้าตั้งมั่นอยู่บนพื้นในขณะที่ประสาทสัมผัสทั้งหมดตื่นตัว

 

"อ่ะ...!!"

 

ดงเฮอุทานขึ้นมาเบาหวิว  หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ  ความรู้สึกหวาดหวั่นที่ดงเฮแทบจะลืมไปแล้วกำลังไหลเวียนทั่วร่าง  เมื่อแววตาเข้มนั้นจ้องมองตรงที่เขาไม่กระพริบ  ระยะห่างไม่ถึงคืบทำให้รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นระคนกลิ่นบุหรี่ผสมมิ้นท์ตัดกับไอเย็นชื้นในอากาศ  ผิวสี้น้ำผึ้งเข้มกับสูทสีดำสนิทดูน่าเกรงขามจนดงเฮเผลอก้าวเท้าถอยหลังไม่รู้ตัว  มือเล็กยกขึ้นหวังจะผลักคนตรงหน้าออกไป  แต่ก็ช้ากว่าแขนหนาที่ดึงรั้งดงเฮเอาไว้อย่างง่ายดาย

 

สิ่งสำคัญของการต่อสู้  ไม่ใช่ความใหญ่โตหรือกำลังแต่เพียงเท่านั้น  ดงเฮรู้ดีจึงขยับหาจังหวะที่จะบิดตัวเองให้หลุดออกจากชายร่างสูงผู้นี้ให้ได้  แต่เขากลับอาศัยช่วงที่ดงเฮพลิกแขนจับร่างเล็กหมุนจนแผ่นหลังบางสัมผัสแนบเข้ากับแผ่นอกแกร่งที่เย็นเฉียบ

 

ดงเฮไม่รู้ว่าชายคนนี้ยืนตากฝนมานานเท่าไหร่จากความเย็นเยียบที่สัมผัสอยู่ด้านหลังและแขนหนาที่กำลังโอบกอดตัวของเขาเอาไว้แน่น  เขาเกาะกุมมือเล็กทั้งสองข้างเอาไว้ด้วยมือเดียว  ปลายนิ้วที่เย็นชืดไม่สั่นไหวอีกข้างหนึ่งแตะที่ปลายคางแผ่วเบา  กับเสียงแหบเครือในลำคอที่ก้มลงกระซิบแผ่วดั่งเสียงของละอองฝน

 

 

"มาเดินเล่นน้ำฝน  ทำไมไม่พกร่ม"

 

ดงเฮเงียบ  ร่างกายที่ถูกโอบกอดกำลังเตรียมตัวหาจังหวะจู่โจมทันทีที่มีโอกาสอีกครั้ง

 

"หือ  จะไม่พูดอะไรหน่อยหรือ  ไม่ลองขอร้องฉันหน่อยล่ะ"

 

ร่างเล็กไม่นึกขำ  คนอย่าง  ลี ดงเฮ  ไม่เคยขอร้องใคร

 

"เด็ดเดี่ยวจริงนะ  แต่ก็ดีแล้ว"

 

เสียงทุ้มนั้นเอ่ยปนหัวเราะ  ขณะที่คนในอ้อมกอดแน่นกำลังรู้สึกถึงลมหายใจที่ใกล้แก้มเนียนของตนเองเข้ามาทุกที  ดงเฮขมวดคิ้วไม่พอใจ  ก่อนจะออกแรงพลิกตัวให้หันมาเผชิญกับชายแปลกหน้า

 

แต่ก็พลาดอีกเมื่อเขาคนนั้นรู้ทัน  ขยับมือที่ปลายคางมนมากดที่ลำคอขาวจนเห็นแนวแดงตามแรงที่ย้ำลง  ดงเฮกำลังรู้สึกแน่นจนหายใจแทบไม่ออก  มือสองข้างไม่อาจต่อสู้ได้ดั่งใจ 

 

 

"ลี  ดงเฮ  คนเก่ง  ต้องแบบนี้สิ  ดื้อรั้น  ไม่ยอมใคร" 

 

 

ร่างเล็กกำลังดิ้นสุดกำลัง  หัวสมองมึนงงจนคิดอะไรไม่ออก  แต่อย่างหนึ่งที่แน่ใจคือคนแปลกหน้าคนนี้คงจะต้องหัวเราะเยาะเขาแน่ทั้งที่กำลังพูดแบบนี้ก็ตาม 

 

 

"ออกแรงมากกว่านี้สิ  ไม่งั้นดิ้นไม่หลุดหรอกนะ"

 

 

ทุกอย่างค่อยๆมืดลง  ดงเฮคิดว่าตัวเองกำลังจะวูบ  ใบหน้าซีดเผือดไม่มีแรงแม้จะร้องออกมา  ในขณะที่เสียงอื้ออึงรอบข้างๆค่อยเงียบลงไปทุกที

 

ดงเฮกำลังจะหมดสติ  เวลาเพียงสั้นไม่กี่วินาทีแต่ช่างยาวนานจนแสนทรมาน  โลกที่เคยเต็มไปด้วยสีสันกลับพลันเหือดแห้ง  สว่างด้วยแสงสีขาวตัดกับเงาดำที่ทอดเป็นริ้ว

 

 

...นายกำลังจะตายหรือไง  ลี  ดงเฮ...

 

 

 

แต่ทว่าชายในสูทดำก็คลายมือที่ลำคอ  ทำให้ใบหน้าเนียนฟุบลงกับบ่ากว้างของเขา  หากไม่มีแขนแกร่งรั้งเอาไว้ที่เอว  ป่านนี้ดงเฮก็คงล้มลงไปกองบนพื้นเสียแล้ว  หยดน้ำปริ่มดวงตาหรี่ปรือ  หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงรอบข้างอึงอลเสมือนจมอยู่ใต้น้ำ

 

 

"รู้จักชื่อฉันหรือเปล่า  ลี  ดงเฮ" 

 

 

สติกำลังลางเลือน  เสียงทุ้มนั้นจึงกังวาลเหมือนแก้วที่ถูกตีในที่สงัด  ทุกอย่างไร้สีสันในดวงตาของดงเฮ  โลกกำลังมืดมิด

 

 

"ชื่อของฉันคือ  คิม  คิบอม"

 

 

 

 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป T ^ T

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ท่าทางเรื่องจะเศร้า

บอมเป็นใคร

ทงเฮเป็นอะไรอ๊า ความจำเสื่อมเรอะ

#1 By ninanani : DH on 2009-09-19 00:28

อ๊ากกกกกกกก แค่ตอนแรกก็น่าสนใจแล้วสิ!

คิมคิคือใครแล้วดงเฮมีอะไรกันแน่!

ติดตาม ติดตามม ม ><

#2 By (125.26.174.164) on 2009-09-19 01:20

อ๊ากกก ชอบมากอ่า แค่ตอนแรกก็หลงแล้วง่า สนุกจัง
ทงเเฮดูเป็นอะไรที่สับสนในตัวเองดีจัง
แล้วอิบอมนี้เป็นผู้ใดเล่าเนี่ย
คนแต่งแต่งเก่งมากอ่า อ่านแล้วแบบโครคจะไหลลื่นเลยง่ะ เพลิดเพลินสุดๆ อยากอ่านต่ออีกไวๆ จังเลย
ท่าทางจะเศร้า แต่ก็ชอบมากเรื่องเศร้า รอน่าคร๊า

#3 By bee-nezaa on 2009-09-19 23:58

ไหวแล้วร๊ากด๊องงงงงงงงงงงง

#4 By ohhhhhhhhhhhhhhht on 2009-09-23 14:15

พี่อีสๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

อย่างแรกเดาได้ว่าเรื่องนี้ บอมมันหล่อแน่ๆๆ ความจริงคือมันหล่ออยู่แล้ว

แบบน่ะ แอบโรคจิต ชอบฟิคประเภทตบจูบ
อย่าจูบมากเพราะอิจฉา

หุหุ

ถ้าเข้ามาไปตอบเขาด้วยน่ะว่า วันที่ 26 ไปอ่ะเป่า หากบุญเรายังมีเราคงได้เจอและเมาท์กัน
เขาว่าเขาคงจะไปตั้งแต่ ตี 4 อ่ะ เพื่อ ความขาวของดงแฮ แอนยอมลงทุน

#5 By kihae13 on 2009-09-24 22:14

เอิ๊กกกกกกกกกกก

ไอ่บอมเป็นใคร

แล้วทงเฮความจำเสื่อมหรอ

ถึงจำอะไรไม่ได้


อ่านต่ออิอิ

#6 By KiissHy on 2009-09-25 02:19

บอม ?

เจอหน้าหมวยก็ทำร้ายเลยเร๊อะ ?! sad smile
สองคนนี้เป็นไรกันป่าว ..

เหมือนหมวยจะความจำเสื่อม

ง่ะ ..

#7 By I'm Kim_JeeYun on 2009-09-30 16:26

หมวยน้อยเป็นอะไร ดูซึมเศร้าจัง

ทำไมบอมต้องทำกับหมวยแบบนั้น

เหมือนจะรู้จักหมวยนะ

บอมแอบร้ายรึป่าวนี่

หมวยมันตกใจจนเป็นลมหรือป่วยกันแน่

#8 By KoBRiin (124.121.240.223) on 2009-10-07 14:27