Fic KiHae : Oblivion รักเลือนของคุณชายวายร้าย [1]
posted on 18 Sep 2009 23:49 by easesupsnerv in Oblivion
Fic KiHae : Oblivion รักเลือนของคุณชายวายร้าย
ตอนที่ 1
ที่นี่มีแต่ Boy's Love นะคะ ถ้าไม่ใช่แนว กดปิดเลยค่ะ ^^
Writer : ease supsnerv
คิดมาตลอดว่าในหัวสมองคงมีสิ่งผิดปกติ การจดจำที่ไม่สมบูรณ์ เพราะความทรงจำแรกเริ่มของ ลี ดงเฮ นั้น เริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุถึง 9 ปีแล้ว
ก่อนหน้านั้น ไม่อาจนึกได้เลยสักอย่าง เพื่อนสมัยเด็ก โรงเรียน เหตุการณ์ประทับใจ กระทั่งใบหน้าของคุณแม่ ก็ไม่สามารถจดจำ
ฝนเทลงเป็นสายบาง ลมนิ่งสนิททำให้หนาวเย็นเยือกจากความชื้น เส้นผมละเอียดเกาะกลุ่มเป็นก้อนเพราะเปียกละอองบาง มือขาวซีดโผล่พ้นสูทเครื่องแบบมัธยมปลายเพราะเหน็บหนาวแต่ก็ยังฝืนทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร
ดงเฮไม่มีร่มติดตัวมา และไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะโดดเรียนออกมาทั้งแบบนี้ คว้ากุญแจของฮยอกแจออกมาได้ ก็หลบออกมาเงียบๆ ไม่รับโทรศัพท์ที่โทรตามเป็นสิบสายเพราะไม่อยากจะคุย สาเหตุก็เพราะ ฝน..กำลังตกลงมา
สายฝนชวนให้เหงาจับใจ ความเหงาที่ไม่อาจเติมเต็ม ไม่รู้วิธีจะหยุด มันเหมือน...กำลังตามหาบางอย่างที่แม้แต่ตนเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร
ทางเดินเงียบเชียบ แม้ปกติแล้วจะเป็นสถานร้านค้าที่พลุกพล่าน แต่ในช่วงสายของวันธรรมดา กลับมีคนเพียงประปราย ดงเฮเดินตัวชิดกับกระจกร้านแล้วร้านเล่าเพื่อจะพาตัวเองหลบสายฝนไปให้ถึงที่ที่ต้องการ
เลี้ยวตรงหัวมุมอีกครั้ง ดงเฮก็เปิดปะตูร้านที่มีกระดิ่งประดับดอกไม้ห้อยเข้าไป
"เออ มันมาแล้ว.. เออน่า เดี๋ยวดูให้ แค่นี้นะ"
หนุ่มใบหน้าสวยหวานนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวสูงไม่มีพนักตรงเคาน์เตอร์ ผ้ากันเปื้อนสีชมพูเข้ากับริบบิ้นที่ผูกผมยาวประมาณบ่าให้เป็นปอยยุ่งเล็กๆที่ต้นคอด้านหลัง เขาวางสายโทรศัพท์มือถือที่มีที่ห้อยรูปการ์ตูนเยอะแยะลง แล้วหันมายักคิ้วให้กับดงเฮ
"ไง เปียกมาเลยนะเรา"
ดงเฮก้มหัวน้อยๆในเชิงทักทาย ใบหน้าเรียบเฉยเป็นปกติในแบบที่มีแต่คนรู้จักเท่านั้นที่จะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ดงเฮไม่ยิ้มมานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้
"ข้างบนว่าง ไม่มีใครหรอก" เขาพูดขณะเลื่อนตัวลงจากเก้าอี้ "ขึ้นไปสิ เดี๋ยวพี่ชงช็อกโกแลตไปให้"
ดงเฮเลือกนั่งบนเก้าอี้โซฟาสานจากหวาย พนักสูงโค้งมนทำให้รู้สึกอบอุ่นยามพิงศีรษะแอบอิงแบบนี้ ใบหน้าขาวนวลน่ารักปานเด็กผู้หญิงที่ดูเย่อหยิ่งในแววตา กับริมฝีปากสีอ่อนบางเฉียบ ดูไม่ผิดกันกับลักษณะคุณหนูเอาแต่ใจและดื้อรั้น
นอกหน้าต่างกระจกใส เห็นสายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุด หนักเบาสลับกันดั่งทำนองของเสียงเพลง ดงเฮยกขาสองข้างขึ้นชัน โอบแขนสองข้างล้อมรอบแล้วซบใบหน้าลงทั้งที่ดวงตายังจ้องมองหยดน้ำที่ร่วงหล่นลงมา
"มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า" พี่ชายหน้าหวานคนเดิมวางแก้วช็อกโกแลตหอมกรุ่น ควันร้อนๆลอยขึ้นเป็นระยะสั้นๆเมื่อกระทบความเย็นภายนอก
ดงเฮส่ายหน้าเบาๆโดยไม่เงยขึ้นมอง พี่ชายคนนั้นจึงถอนใจแล้วนั่งลงเก้าอี้ตัวข้างๆ "ฝนตกทีไรเป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า ถ้าจะมาก็หัดบอกเจ้าสองคนนั้นก่อนสิ มันเป็นห่วงจนไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้ว"
คำพูดทำให้ร่างเล็กสนใจ เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายที่กำลังตำหนิตนเอง "พี่ฮีชอล..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นไม่เบานัก แต่พอที่จะหยุดประโยคบ่นว่าไปตามเรื่อง ฮีชอลอ้าปากค้างแล้วมองดวงตาเป็นประกายของดงเฮอย่างตั้งใจ แววตาที่เหมือนมีมนต์สะกดให้ต้องเชื่อฟัง
จนเมื่อรู้ว่าฮีชอลอึ้งไป ดงเฮก็กลับลงไปซบใบหน้านิ่งตามเดิม
"ไอ้เด็กบ้านี่!! รำคาญก็บอกกันตรงๆเลย!! อย่ามาใช้สายตาแบบนี้กับฉัน"
"ถ้าผมไล่พี่ก็ว่าอยู่ดีนั่นแหละ"
"เออ!!! ฉันไปก็ได้ ไม่อยากกวนนักหรอก!!!" ฮีชอลลุกพรวดพราดขึ้นทำเสียงตึงตังแบบงอนๆ
พอดีกับที่ดงเฮลอดเสียงเบาหวิวออกมา "ขอบคุณ"
ฮีชอลชะงักอีกครั้ง เขาส่ายหน้าระอาใจ รู้ตัวว่าโกรธเด็กคนนี้ไม่ลงจริงๆ
"อย่าให้มันมากนักเลยเรา พี่รู้ว่าดงเฮโตแล้ว แต่เราก็รู้ใช่ไหม ยังไงพวกนั้นมันก็ห่วงอยู่ดีนั่นแหละ"
ฮีชอลลูบผมที่ยังชื้นนั้นเบาๆ ก่อนจะก้มลงมอบจูบแสดงความรักของพี่ชายที่หน้าผากแผ่วเบา
"ถ้าสบายใจแล้ว ก็ค่อยโทรกลับแล้วกัน"
ดงเฮยังนั่งนิ่ง ทำเหมือนไม่รับรู้รับฟังคำพูดของฮีชอล
"อยู่ที่เดิมนั่นแหละ พี่ฮีชอลโทรมาแล้วเมื่อกี๊" ฮยอกแจพูดตอบพี่ชายแท้ๆของตนเองผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากที่ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ ฝนเริ่มเทลงมาพร้อมกับที่ดงเฮหายไปในระหว่างที่เขาไปห้องน้ำ ในชั่วโมงเรียนแท้ๆ แต่เจ้าหมอนั่นก็หนีไปจนได้ ทำเอาเขาวุ่นวายโทรบอกคนโน้นคนนี้ไปทั่ว
"นายนี่น๊า อยู่ด้วยกันแท้ๆ ดันปล่อยให้หายไปจนได้ ตั้งกี่ครั้งแล้วหะ!!"
"โธ่พี่อิทึก!! พี่ก็รู้ดงเฮน่ะไวจะตาย แถมในคาบเรียนมันยังกล้าโดด" เด็กหนุ่มหน้าใสพูดปาวๆ ริมฝีปากแดงขยับไหวตามคำพูดชวนมอง ผิดกับท่าทางการนั่งที่ดูเป็นเด็กหนุ่มแสนห้าว ยกแข้งขาป่ายพาดโต๊ะในโรงอาหารของโรงเรียน
"มันไม่เหมือนแกนี่"
"อะไรพี่!!!" เหมือนจะโดนต่อว่าอยู่กลายๆก็เลยลงเสียงดังสู้
"เออๆๆๆ รำคาญนายแล้วหว่ะ บอกซีวอนให้ไปรับดงเฮด้วย"
พี่ชายพูดด้วยเสียงเบื่อหน่ายแล้ววางสายไป ทิ้งให้ฮยอกแจทำเสียงไม่พอใจในลำคออยู่คนเดียว
ซึ่งเสียงนั้นก็สะกิดร่างเล็กของเด็กหนุ่มใบหน้าหวานอีกคนที่กอดอกไขว่ห้างนั่งอยู่ข้างๆให้ต้องหันมาแขวะ
"ทำไมพี่ฮยอกแจชอบทำเสียงจิ๊จ๊ะ ฟังแล้วหงุดหงิด" ขมวดคิ้วมองหน้าไม่พอใจ
"อะไรวะ!? พี่อิทึกก็คน นายก็อีกคน ว่าฉันอยู่ได้"
"แล้วมันจริงไหมล่ะ" พูดเสียงเรียบเฉยไม่เกรงกลัวพี่ชายตัวเองแม้สักนิด
ฮยอกแจเห็นเข้าก็อดตบหน้าผากน้องคนเล็กของตัวเองเบาๆไม่ได้ "ทำไมเล่า ฉันจะทำอะไรแล้วมันหนักหัวนายหรือไงหะเรียววุค!!"
"เจ็บนะ!!" เรียววุคไม่ยอม ผลักพี่ชายที่ลอยหน้าลอยตาอยู่ใกล้ๆจนกระเด็นเกือนตกเก้าอี้
"เอ๊ะ!!! ไอ้นี่!!!!"
สองพี่น้องเริ่มเข้าสู่ขั้นแรกของการทะเลาะต่อยตีแบบไม่อายสายตาใครกลางโรงอาหารของโรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดัง นักเรียนอื่นๆได้แค่แอบเหลือบสายตามองดูเท่านั้น ก็เพราะทั้งคู่ถือเป็นนักเรียนที่ได้รับอภิสิทธิ์ในฐานะลูกชายของตระกูลผู้อุปถัมป์รายใหญ่ของโรงเรียน กลุ่มตระกูลเก่าแก่ที่มีอิทธิพลอันดับต้นในโซล ผู้ครอบครองธุรกิจในหลากหลายด้าน จึงไม่แปลกอะไรที่นักเรียนอื่นต่างพากันก้มหัวให้ด้วยความหวาดเกรงจนพวกเขาแทบจะไม่มีเพื่อนกล้าคบเสียด้วยซ้ำ
"ฉันเป็นพี่ชายนายนะ!!"
"ฉันก็เป็นน้องชายของพี่เหมือนกันนะ!!"
"เอ่อ... พอเถอะนะ" ก่อนที่สองพี่น้องจะข่วนหน้ากัน เสียงทุ้มของชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวเจ้าชายก็ดังขึ้น มือเรียวยาวยกขึ้นกางกั้นสองพี่น้องเอาไว้
"หลบไป!! ซีวอน!!/พี่ซีวอน!!"
"พอเถอะน่า ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตไปได้ ฮยอกแจก็ยอมๆน้องไปเถอะ"
เรียววุคได้ฟังก็ยักคิ้วกวนอารมณ์ เป็นน้องเล็กก็มีคนเอาใจแบบนี้นั่นแหละ
"ได้ไง ก็มันว่าฉัน!!"
ซีวอนยิ้มขำแล้วเอื้อมมือไปลูบผมฮยอกแจเบาๆ "น่านะ ฮยอกแจใจดี จะไปใส่ใจอะไรกับเรื่องแค่นี้ น้องยังเด็กก็พูดไปสนุกปาก"
ฮยอกแจสบตามองซีวอนสลับกับมองหน้าน้องชายตัวเองที่สงบศึกลงไปนั่งเก้าอี้ตามเดิม แก้มป่องน้อยๆแสนงอนแต่ก็พยักหน้ารับรู้คำพูดของซีวอน
"น่ารัก ^^" ซีวอนว่า แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆฮยอกแจที่นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม "แล้วคนห้ามทัพหายไปไหนล่ะ"
ซีวอนถามถึงดงเฮ ฮยอกแจกับเรียววุคก็เงยหน้ามาสบตากัน
"อยู่ร้านพี่ฮีชอล"
เลยเที่ยงมานานพอควรแล้ว ดงเฮไม่มีท่าทีที่อยากจะกลับเข้าโรงเรียนเลย ยังคงนั่งนิ่งมองดูฝนที่เหลือเพียงละอองบางโปรยปรายแผ่ว
แดดลอดช่องว่างของเมฆลงมากระทบยอดไม้สีเขียวครึ้มในบางส่วน ชวนให้ใจนึกอยากจะมองหารุ้งงามตามที่หนังสือว่าจะเกิดขึ้นในระหว่างฝนพรำ
ถึงไม่ต้องการ แต่ก็ต้องไปเสียที ดงเฮหยิบแก้วช็อกโกแลตแก้วที่สามขึ้นจิบอึกสุดท้าย ส่วนเค้กไวท์ช็อกโกแลตนั้นไม่มีรอยแหว่งแม้แต่น้อย
เส้มผมแห้งสนิท จึงไหวตามการเคลื่อนที่ ดงเฮเสยผมลวกๆ แล้วลุกขึ้นเดินลงบันไดร้านลงมายังชั้นล่าง โต๊ะนั่งเริ่มมีผู้คนจับจองต่างจากตอนที่เข้ามาทีแรกลิบลับ
ฮีชอลรับออร์เดอร์จากลูกค้าสาวๆโต๊ะหนึ่งที่ดูจะร่าเริงเป็นพิเศษเสร็จเรียบร้อย ก็เหลือบมาเห็นดงเฮเข้าพอดี ใบหน้าหวานเปื้อนยิ้มบริการเดินตรงเข้ามา
"โอเคแล้วเหรอไอ้ตัวแสบ"
ดงเฮเลิกคิ้วแล้วเอียงใบหน้ามองงงๆ
"จะเอาเค้กไหม จะได้ใส่กล่องให้ เผื่อไอ้สามคนนั้นด้วย"
ร่างเล็กส่ายหน้าเบาๆ "ผมจะกลับคอนโดแล้ว คงไม่แวะบ้านโน้น"
"จะกลับทำไมคอนโด อยู่กับพวกนั้นก็ดีแล้วนี่"
ก็... ไม่รู้เหมือนกัน มันเหมือน... นึกถึงอะไรบางอย่าง จนไม่อาจสงบใจได้
ดงเฮทอดมองไปไกลๆ ดวงตาแน่นิ่งกำลังครุ่นคิด
"เอาเถอะ อย่าลืมโทรไปบอกบ้านโน้นด้วย"
เขาพยักหน้ารับ แล้วก้าวเท้าเดินออกไป แต่พี่ชายหน้าหวานก็ยังรั้งข้อมือเอาไว้ ใบหน้าขาวหันมามองด้วยความสงสัย ฮีชอลมองหน้าน้องชายของเพื่อนที่เขาคิดเสมือนเป็นน้องชายแท้ๆของตนเอง ด้วยแววตาที่ต้องการทวงอะไรบางอย่าง
ประกายในดวงตากระพริบวาว ในขณะที่ดงเฮยิ้มออกมา รอยยิ้มที่พี่ชายทวงถามก็คือสัญลักษณ์ของการตอบว่าเขายังสบายดี
ร่างเล็กเดินช้าๆไปตามทางเดิน ร้านรวงเปิดมากขึ้นและเต็มไปด้วยผู้คนที่ถือร่มหลากสี ความจริงแล้ว ฝนเหลือแค่ละอองบางเท่านั้น ในตอนที่พี่ฮีชอลตะโกนบอกให้เอาร่มมาด้วย ดงเฮจึงตัดสินใจที่จะไม่หยิบมาตามคำแนะนำนั้น
บางที การปล่อยให้ตัวเองเปียกปอนเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน
ย่านวัยรุ่นแห่งนี้ มีดีตรงที่เป็นจุดที่ใครต่างให้ความสนใจ ในฐานะของเมืองทันสมัยและเต็มไปด้วยร้านค้าที่แปลกพิเศษ ข้อเสียอย่างเดียวคือ ลานจอดรถนั้นช่างอยู่ห่างไกล
ระหว่างทาง มีเด็กนักเรียนจากโรงเรียนในย่านนี้เดินสวนไปบ้างเป็นระยะ และแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาที่ใกล้เคียงกัน ก็คือการมองจนเหลียวหลัง ดงเฮชินเสียแล้วกับท่าทางนั้น ท่าทางที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าตนเองเป็นเหมือนตัวประหลาด เป็นคนที่แตกต่าง เครื่องแบบโรงเรียนหรูอันดับต้น กับใบหน้าหวานชวนมองที่บ่งบอกสถานะของการเป็นบุตรชายคนเดียวของลี ดงฮวาน ประมุขแห่งตระกูลผู้โด่งดัง
ส่วนน้องชายของพ่อดงเฮ หรือก็คือคุณอา มีลูกชายอีกสามคน ซึ่งก็คือ อิทึก ฮยอกแจ และเรียววุคนั่นเอง
ด้วยความที่เป็นตระกูลมีชื่อเสียง จะไปที่ไหนก็ไม่อาจจะพ้นสายตาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะยิ่งไปกับฮยอกแจ เรียววุค และซีวอนแล้วยิ่งไปกันใหญ่ จึงเป็นสาเหตุให้ดงเฮหนีหายออกมาคนเดียวบ่อยๆแบบนี้
เส้นผมเปียกชื้นอีกครั้ง เสื้อสูทตัวหนาก็ทำให้เชิ้ตภายในเริ่มอึดอัด สายฝนยังคงโปรยปรายละอองไม่หยุด และทุกจังหวะก้าวเท้า ดูเหมือนละอองนั้นจะค่อยเปลี่ยนแปลงเป็นหยดย้ำเม็ดโตขึ้นทุกทีๆ
เขาคิดในใจว่าน่าจะหยิบร่มติดมือมา แต่ถึงขนาดนี้แล้ว บ่นไปก็เท่านั้น ฝนเทลงมาอย่างหนักอีกครา ดงเฮตัดสินใจออกวิ่งเมื่อระยะเพื่อไปถึงลานจอดอยู่อีกไม่ไกล
ร่างบางหยุดวิ่งเมื่อถึงหัวมุมตึก เขาเริ่มเซ็งเมื่อเห็นรถสปอร์ตราคาแพงสีดำสนิทจอดตากฝนอยู่ในที่วีไอพีด้านนอกอาคาร และระยะจากตรงนี้ไปก็ไม่มีที่หลบฝนอีกแล้ว
ต้องเปียกจริงๆสินะ
หายใจเข้าลึกแล้วออกวิ่ง พลันจังหวะนั่นเอง สัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนก็รู้สึกถึงการประชิดตัวของใครคนหนึ่ง ระยะใกล้ตัวที่ดงเฮไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะพลาดให้ใครหน้าไหนที่ไม่สนิทสนมเข้าถึง
ร่างผอมบางหันหลังทันที สองเท้าตั้งมั่นอยู่บนพื้นในขณะที่ประสาทสัมผัสทั้งหมดตื่นตัว
"อ่ะ...!!"
ดงเฮอุทานขึ้นมาเบาหวิว หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกหวาดหวั่นที่ดงเฮแทบจะลืมไปแล้วกำลังไหลเวียนทั่วร่าง เมื่อแววตาเข้มนั้นจ้องมองตรงที่เขาไม่กระพริบ ระยะห่างไม่ถึงคืบทำให้รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นระคนกลิ่นบุหรี่ผสมมิ้นท์ตัดกับไอเย็นชื้นในอากาศ ผิวสี้น้ำผึ้งเข้มกับสูทสีดำสนิทดูน่าเกรงขามจนดงเฮเผลอก้าวเท้าถอยหลังไม่รู้ตัว มือเล็กยกขึ้นหวังจะผลักคนตรงหน้าออกไป แต่ก็ช้ากว่าแขนหนาที่ดึงรั้งดงเฮเอาไว้อย่างง่ายดาย
สิ่งสำคัญของการต่อสู้ ไม่ใช่ความใหญ่โตหรือกำลังแต่เพียงเท่านั้น ดงเฮรู้ดีจึงขยับหาจังหวะที่จะบิดตัวเองให้หลุดออกจากชายร่างสูงผู้นี้ให้ได้ แต่เขากลับอาศัยช่วงที่ดงเฮพลิกแขนจับร่างเล็กหมุนจนแผ่นหลังบางสัมผัสแนบเข้ากับแผ่นอกแกร่งที่เย็นเฉียบ
ดงเฮไม่รู้ว่าชายคนนี้ยืนตากฝนมานานเท่าไหร่จากความเย็นเยียบที่สัมผัสอยู่ด้านหลังและแขนหนาที่กำลังโอบกอดตัวของเขาเอาไว้แน่น เขาเกาะกุมมือเล็กทั้งสองข้างเอาไว้ด้วยมือเดียว ปลายนิ้วที่เย็นชืดไม่สั่นไหวอีกข้างหนึ่งแตะที่ปลายคางแผ่วเบา กับเสียงแหบเครือในลำคอที่ก้มลงกระซิบแผ่วดั่งเสียงของละอองฝน
"มาเดินเล่นน้ำฝน ทำไมไม่พกร่ม"
ดงเฮเงียบ ร่างกายที่ถูกโอบกอดกำลังเตรียมตัวหาจังหวะจู่โจมทันทีที่มีโอกาสอีกครั้ง
"หือ จะไม่พูดอะไรหน่อยหรือ ไม่ลองขอร้องฉันหน่อยล่ะ"
ร่างเล็กไม่นึกขำ คนอย่าง ลี ดงเฮ ไม่เคยขอร้องใคร
"เด็ดเดี่ยวจริงนะ แต่ก็ดีแล้ว"
เสียงทุ้มนั้นเอ่ยปนหัวเราะ ขณะที่คนในอ้อมกอดแน่นกำลังรู้สึกถึงลมหายใจที่ใกล้แก้มเนียนของตนเองเข้ามาทุกที ดงเฮขมวดคิ้วไม่พอใจ ก่อนจะออกแรงพลิกตัวให้หันมาเผชิญกับชายแปลกหน้า
แต่ก็พลาดอีกเมื่อเขาคนนั้นรู้ทัน ขยับมือที่ปลายคางมนมากดที่ลำคอขาวจนเห็นแนวแดงตามแรงที่ย้ำลง ดงเฮกำลังรู้สึกแน่นจนหายใจแทบไม่ออก มือสองข้างไม่อาจต่อสู้ได้ดั่งใจ
"ลี ดงเฮ คนเก่ง ต้องแบบนี้สิ ดื้อรั้น ไม่ยอมใคร"
ร่างเล็กกำลังดิ้นสุดกำลัง หัวสมองมึนงงจนคิดอะไรไม่ออก แต่อย่างหนึ่งที่แน่ใจคือคนแปลกหน้าคนนี้คงจะต้องหัวเราะเยาะเขาแน่ทั้งที่กำลังพูดแบบนี้ก็ตาม
"ออกแรงมากกว่านี้สิ ไม่งั้นดิ้นไม่หลุดหรอกนะ"
ทุกอย่างค่อยๆมืดลง ดงเฮคิดว่าตัวเองกำลังจะวูบ ใบหน้าซีดเผือดไม่มีแรงแม้จะร้องออกมา ในขณะที่เสียงอื้ออึงรอบข้างๆค่อยเงียบลงไปทุกที
ดงเฮกำลังจะหมดสติ เวลาเพียงสั้นไม่กี่วินาทีแต่ช่างยาวนานจนแสนทรมาน โลกที่เคยเต็มไปด้วยสีสันกลับพลันเหือดแห้ง สว่างด้วยแสงสีขาวตัดกับเงาดำที่ทอดเป็นริ้ว
...นายกำลังจะตายหรือไง ลี ดงเฮ...
แต่ทว่าชายในสูทดำก็คลายมือที่ลำคอ ทำให้ใบหน้าเนียนฟุบลงกับบ่ากว้างของเขา หากไม่มีแขนแกร่งรั้งเอาไว้ที่เอว ป่านนี้ดงเฮก็คงล้มลงไปกองบนพื้นเสียแล้ว หยดน้ำปริ่มดวงตาหรี่ปรือ หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงรอบข้างอึงอลเสมือนจมอยู่ใต้น้ำ
"รู้จักชื่อฉันหรือเปล่า ลี ดงเฮ"
สติกำลังลางเลือน เสียงทุ้มนั้นจึงกังวาลเหมือนแก้วที่ถูกตีในที่สงัด ทุกอย่างไร้สีสันในดวงตาของดงเฮ โลกกำลังมืดมิด
"ชื่อของฉันคือ คิม คิบอม"
โปรดติดตามตอนต่อไป T ^ T

บอมเป็นใคร
ทงเฮเป็นอะไรอ๊า ความจำเสื่อมเรอะ
#1 By ninanani : DH on 2009-09-19 00:28