Fic KiHae : Oblivion รักเลือนของคุณชายวายร้าย [4]
posted on 07 Oct 2009 14:46 by easesupsnerv in Oblivion
Fic KiHae : Oblivion รักเลือนของคุณชายวายร้าย
ตอนที่ 4
ที่นี่มีแต่ Boy's Love นะคะ ถ้าไม่ใช่แนว กดปิดเลยค่ะ ^^
Writer : ease supsnerv
ในความคิดของดงเฮ ผู้ชายที่ชื่อ คิม คิบอม นั้น เป็นคนใจร้ายที่ไร้ความปราณี เป็นคนอันตรายที่ไม่ควรจะเข้าใกล้
แต่โชคชะตาก็เหมือนต้องการเล่นตลก เพราะเมื่อถึงเวลาที่เจ็บปวด ก็กลับกลายเป็นคนใจร้ายคนนี้อยู่ดีที่อยู่เคียงข้าง
ดงเฮนอนนิ่งบนเตียงโรงพยาบาล มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสัมผัสถูกโลหะส่วนประกอบเตียงที่ทำให้รู้สึกเย็นเฉียบ แต่มันก็ไม่เท่าหัวใจที่เจ็บชา ทั้งแผลที่ถูกขวดแก้วบาดเป็นแนวยาวลึก และข้อมือช้ำจากการที่ถูกคุณหมอหน้าเข้มใจร้ายจับบีบเพื่อลากตัวเขามาถึงโรงพยาบาล
สติที่สลัวลาง ดงเฮยังคงเห็นภาพบางอย่างเต้นเร่าในดวงตา
เขาไม่สนใจฟังอะไรสักอย่าง ไม่แม้จะหันมองว่าดงเฮอยากจะหนีไปแทบแย่แต่ก็ไม่มีแรงจะขยับ เสียงต่ำที่เต็มไปด้วยโทสะตอนที่คิบอมว่าดงเฮในรถยังคงก้องอยู่ในหูแม้ตอนนี้ เมื่อร่างหนาถอดเสื้อคลุมให้ดงเฮกดแผลห้ามเลือด แต่ดงเฮกลับไม่รับเพราะแรงจะยกมือนั้นยังแทบจะไม่มี
"อวดดีนักนะ งั้นก็ปล่อยให้เลือดมันออกให้ตายไปบนรถนี่แหละ เจ็บจนใกล้ตายแล้วไม่ใช่หรือไง"
ใบหน้าซีดกัดริมฝีปากตัวเองแรงๆจนขึ้นสีเลือดจางเป็นรอย มือเล็กจึงสามารถกระชากเสื้อคลุมจากในมือของคิบอมมาปิดที่แผลของตนเองเอาไว้เพื่อลบล้างคำสบประมาท แต่มันแทบไม่เกิดผลเมื่อดงเฮขยับตัวเพื่อให้หันใบหน้าออกมองนอกรถที่ขับด้วยความเร็ว ปกปิดรอยแผลที่ตนเองไม่อาจจะออกแรงเพียงน้อยนิดเพื่อจะกดห้ามเลือดที่ยังคงไหลออกเป็นทาง
ยิ่งรถทะยานบนถนนมืดมิดนั้นเร็วเท่าไหร่ ดวงไฟที่ประดับริมทางนั้นก็ไม่อาจมองเห็นเป็นรูปร่างชัดเจน เส้นแสงสีที่ตีกันพร่าเลือนกำลังขับกล่อมความรู้ตัวของดงเฮให้หลับใหล
จนรถจอดสนิทแล้ว เสียงที่ฟังน่ารังเกียจนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"จะดิ้นทำไม มีปัญญาเดินไปเองเหรอ" ร่างบางที่หนาวเหน็บสัมผัสไออุ่นร้อนจากมือที่โอบประคองร่าง ดงเฮเดาว่าคงถึงโรงพยาบาลแล้ว แต่ก็ไม่ละทิ้งความหยิ่งทะนงด้วยปฏิเสธที่จะถูกคิบอมคนนี้โอบอุ้ม
"งั้นก็ลุกขึ้นมา!!"
ไม่ต้องสั่ง ดงเฮก็รู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไง ริมฝีปากขึ้นรอยอีกครั้งเมื่อถูกกัดแน่นเพื่อเรียกกำลัง ร่างเล็กพยุงตนเองขึ้นยืน มือทั้งสองข้างสั่นไหวจับอยู่ที่ประตูรถ
คิบอมมองบาดแผลปราดเดียวก็รู้ว่าดงเฮแทบไม่ได้ช่วยกดแผลห้ามเลือดเลยสักนิด เสื้อเชิ้ตสีอ่อนถึงได้ซึมรอยสีแดงเป็นวงกว้างยิ่งกว่าเดิม มันทำให้เขายิ่งหงุดหงิด จึงคว้าจับข้อมือเล็กเอาไว้แน่นเสียจนดงเฮต้องเผลอร้องคราง ลากร่างเล็กที่เลอะด้วยรอยเลือดไปตามทางเดินโดยไม่ใส่ใจว่าจะทำให้ดงเฮเจ็บปวดมากขึ้นอีกเท่าไร
หลังจากที่ถูกดึงขึ้นเตียงรับผู้ป่วย ทุกอย่างมันก็เบลอไปหมด
"อย่าเกร็ง"
เสียงคิบอมฟังชัดเจนมากขึ้น พร้อมกับภาพเพดานสีขาวด้านบนที่สว่างไสวมากกว่าเดิม อาจเป็นเพราะได้นอนนิ่งๆก็เป็นได้ จึงทำให้อาการพร่าเลือนบรรเทาลง ปลายตามองเห็นร่างหนาของคิบอมกำลังก้มอยู่ตรงต้นแขนของตนเอง พร้อมกับความเจ็บแปลบที่อยู่ๆก็แล่นริ้วขึ้นมาจนต้องสะดุ้ง
คิบอมชะงักมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองดงเฮ ก่อนจะก้มลงไปจัดการกับบาดแผลอีกครั้ง
"ทนหน่อย" เขาว่าออกมาเบาๆ
"เอ่อ... คุณหมอคิบอมคะ ดิฉันว่า...คุณหนูดงเฮอาจจะหนาวนะคะ" พยาบาลหน้าใสที่คอยเป็นผู้ช่วยส่งอุปกรณ์สำหรับเย็บแผลเอ่ยขึ้นมาหวาดๆ เพราะเธอเองก็เห็นอยู่ว่าวันนี้คุณหมอหนุ่มอารมณ์ไม่ดี
คิบอมเหลือบขึ้นมามอง คิ้วหนาที่ขมวดมองนั้นแน่นิ่ง แต่กลับพยักหน้าในเชิงเห็นด้วย พยาบาลสาวจึงระบายยิ้มหันไปส่งสัญญาณกับพยาบาลอีกคนให้รีบนำผ้าสีขาวสะอาดมาคลุมร่างซีดเซียวของดงเฮที่ปราศจากเสื้อผ้าหลังถูกตัดทิ้งออกเพื่อทำแผล
ดงเฮหรี่ปรือดวงตาลง ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศถูกป้องกันจากผ้าสีขาว แม้จะเพียงส่วนที่ไม่ขัดขวางการทำงานของคุณหมอคิบอม แต่ก็พอให้อบอุ่นขึ้นมาได้
คิบอมถอนหายใจยาวเบาๆเมื่อเห็นใบหน้าของดงเฮ เขาอยากจะให้การเย็บแผลมันเสร็จสิ้นเร็วๆ แต่ความพิถีพิถันต่างหากที่เป็นตัวกำหนด
ร่างหนายิ่งทำหน้ายุ่งหันหลังไปทางประตูห้องทำแผลเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูขัดความสงบ แม้ผู้มาเยือนจะพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เกิดเสียง แต่คิบอมก็ไวเหลือเกินที่จะจับความเปลี่ยนแปลงนั้น
ชายร่างสูงลอดตัวเข้ามา ใบหน้าแฝงความคมเข้มดูน่ากลัวแต่กลับใจดียิ่งกว่าคุณหมอใดๆในโรงพยาบาลนี้แย้มยิ้มด้วยอารมณ์ไม่อยากจะเชื่อภาพที่เห็นในสายตา
"ให้ตาย! พยาบาลข้างนอกซุบซิบกันใหญ่ว่าคุณหมอหนุ่มไฟแรงแผนกศัลยกรรมลดตัวมานั่งเย็บแผลคนไข้เอง! ถามจริง อะไรเข้าสิงวะ"
คิบอมไม่สนใจ ยังคงกดฝีเข็มลงบนเนื้อนิ่ม
"โอ้โห....!!!!" คุณหมอที่เพิ่งมาใหม่เดินเข้ามาใกล้ร้องอุทานเสียงดัง คราวนี้คิบอมเลยต้องกดเสียงต่ำปราม
"จะเสียงดังทำไมนักวะ!! ไอ้ซึงฮยอน!!"
"ก็ดูแกเย็บแผล แผลที่แขนนะโว๊ย ใช้ไหมเล็กเย็บซะถี่ยังกะเย็บแผลทำหน้า กลัวเป็นแผลเป็นหรือไงวะ ไหนขอดูหน้าหน่อยซิว่าใคร ไอ้คุณหมอคิบอมมันถึงลงทุนขนาดนี้"
ซึงฮยอนมองตามผิวขาวแขนเรียว ลำคอระหงไล่ไปถึงปลายคางมนบนใบหน้าที่เอี้ยวไปอีกทางน้อยๆ ดวงตาหลับพริ้มไปเรียบร้อย
"เชี่ย!!!!!! คุณหนูดงเฮ!!!!"
"หนวกหู! คนจะเย็บแผล!"
"เป็นไงมาไงวะเนี่ย!"
คุณหมอขยับมือออกแรงดึงไหมเส้นบางให้ตึงพอดีแผลปิดสนิท ในใจก็ขี้เกียจจะฟังเพื่อนหมอพล่ามพูดมาก แต่ก็เอ่ยเสียงเบาแสดงความคิดเห็นของตน
"อยู่ดีๆไม่ได้ ต้องเอาตัวเข้าไปสอดจนเจ็บตัว"
"พูดแมวๆ เห็นตัวเล็กๆแบบนี้ก็เป็นถึงผู้สืบทอดตระกูลนะเว้ย สัญชาตญาณการปกป้องมันก็ต้องเต็มเปี่ยม ไม่งั้นจะดูแลกิจการได้ไง"
"แล้วถ้าเกิดตายไปจะว่าไง"
คิบอมดึงฝีเข็มครั้งสุดท้าย ปิดรอยแผลทั้งหมดที่มีเรียบร้อย หันมาสบตากับซึงฮยอนที่ยังยืนอยู่ด้านหลัง
"การเป็นผู้นำหมายถึงต้องเอาตัวไปเสี่ยงตายแทนหรือไง งั้นก็ขอเดาได้เลยว่าล่มจมแน่ๆ"
คำพูดที่เอ่ยด้วยเสียงทุ้มย้ำๆพร้อมกับลุกขึ้นยืน คิบอมพยักหน้าอนุญาตให้พยาบาลจัดการต่อ
"ทำไมพูดแบบนั้นวะ มันจะเป็นไปได้ไง"
คิบอมสลัดถุงมือยางทิ้งลงถังขยะติดเชื้อ "ขนาดแค่มีเรื่องกันเล็กน้อยยังโดนขนาดนี้ ถ้าเกิดเรื่องใหญ่โตมากๆ คุณหนูดงเฮนี่ก็คงถลาเอาตัวไปเป็นกำบังกระสุนให้ลูกน้องจนพรุนตั้งแต่ต้น จบเห่ตระกูลผู้ยิ่งใหญ่กันไปเลยสิ"
ซึงฮยอนอึ้งกับคำพูดของคิบอม อีกด้านหนึ่งของความดีงามอันแข็งแกร่งที่จะนำพาไปยังจุดจบอันอ่อนแอ มันทำให้เขาระลึกขึ้นมาอีกคราว่าการเป็นคนดีสมบูรณ์แบบไม่ได้เกิดประโยชน์ทุกครั้ง ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังของเพื่อนที่ดูเหน็ดเหนื่อยเดินตรงไปยังอ่างล้างมือ
"มุทะลุแล้วยังหยิ่งอวดเก่ง เจ็บแล้วยังปากแข็งทำฝืน"
ซึงฮยอนขมวดคิ้วมองแต่ไม่ว่าอะไร ความเงียบนั้นเพียงพอสำหรับอีกฝ่ายที่จะรับรู้ว่าเขากำลังรับฟัง แม้จะสงสัยก็ตามทีว่าคิบอมคนที่เยือกเย็นอยู่เสมอแสดงอาการขุ่นเคืองขนาดนี้เพราะอะไร ยิ่งกับดงเฮคนที่มีภาพลักษณ์นิ่งเฉย ไม่เคยโวยวายคนนี้ เขายักไหล่และตัดสินใจจะจะถอยห่างจากช่วงเวลาปฏิบัติงานของเพื่อนร่วมอาชีพที่อารมณ์ไม่ปกติ
"ฉันไปพักดีกว่า นายก็ดูแลดีๆแล้วกัน ยังไงเขาก็เป็นคนไข้วีไอพี"
"งั้นฝากหยิบเสื้อหน่อยสิ"
คิบอมพูดโดยที่ไม่หันมามอง เจตนาบังคับผิดกับคำพูดที่เอ่ยออกมาว่า "ฝาก" โดยสิ้นเชิง ร่างหนาเดินไปนั่งที่โต๊ะแพทย์เพื่อเปิดคอมพิวเตอร์เตรียมสั่งยาและลงประวัติผู้ป่วยคนสำคัญ "ห้องพักฉันไม่ได้ล็อค เข้าไปได้เลย เลือกตัวเล็กๆหน่อยแล้วฝากพยาบาลลงมาให้ที"
ซึงฮยอนพยักหน้ารับปากหน่ายๆแล้วเดินออกจากห้องไป
ผมสั้นสีน้ำตาลเข้มเกาะกันเป็นกลุ่มเพราะถูกละอองฝน ดวงตาสีอ่อนรับฟังคุณหมอใหญ่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วยท่าทีสงบ หลังได้รับแจ้งว่าดงเฮทำแผลเรียบร้อยและไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
"พรุ่งนี้ต้องให้มาดูแผลด้วยนะ อิทึกจะพาน้องมาช่วงเย็นก็ได้" เสียงทุ้มปนแหบนิดหน่อยพูดเบาๆ
"ครับ แล้วต้องหยุดเรียนไหมครับ"
"ถ้าไม่มีไข้จะไปเรียนก็ได้ แต่อย่าให้แผลขยับมาก อย่าให้โดนน้ำ"
อิทึกพยักหน้าเข้าใจแล้วก้มลงมองดูถุงยาที่มีเม็ดสีสดใสหลายอย่างบรรจุอยู่ ถึงจะดูน่าทานเหมือนขนม เขาก็รู้ดีว่าดงเฮก็คงไม่ยอมกลืนมันลงไปง่ายๆ อย่างไรก็ต้องบังคับกันอยู่ดี คิดแล้วเขาก็รวบปากถุงพร้อมกับเงยหน้าถามคำถามสุดท้าย
"แล้วจะมีแผลเป็นไหมครับ"
"ความจริงก็ต้องดูหลังแผลหาย แต่หมอว่าน่าจะเป็นรอยไม่มากหรอก เพราะมีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเป็นคนเย็บแผลเองกับมือเลย แล้วก็ใช้วิธีเย็บที่จะเกิดรอยน้อยที่สุดด้วย อิทึกคงจะจำเขาได้กระมัง คุณหมอ คิม คิบอม"
อิทึกวางสีหน้าเรียบเฉยเมื่อได้ยินชื่อนี้ แม้ในใจจะเป็นกังวลก็ตาม
"เขาเก่งนะ วางใจได้ พรุ่งนี้หมอจะให้เขาดูแผลของดงเฮให้"
"อย่ารบกวนเขาเลยครับ ผมว่าคุณหมอดูแลดงเฮเหมือนเดิมดีกว่า"
ดงเฮนั่งห้อยขาอยู่บนเตียง ไหล่สองข้างลู่ลงผิดจากเดิม พี่ชายที่เพิ่งมาถึงมองแล้วรู้สึกไม่ต่างอะไรกับลูกแมวที่เปียกปอนเพราะก้าวพลาดตกน้ำ
"ดงเฮ" อิทึกเรียกเบาๆให้ดงเฮเงยหน้าขึ้นมอง เขาไม่คิดหวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มให้อุ่นใจเพราะรู้ดีว่าแม้ขณะปกติ ดงเฮก็แทบจะไม่ยิ้มอยู่แล้ว "เจ็บมากไหม"
ร่างเล็กส่ายหน้าแล้วใช้แขนข้างที่ไม่เป็นอะไรเท้าขอบเตียงเพื่อลงมายืน
"ผมอยากกลับบ้าน"
ดวงตาของดงเฮช้ำไปหมด ผิวหน้าขาวซีดดูอิดโรยแต่ก็กัดฟันทนอย่างเต็มที่ อิทึกสำรวจมองน้องชาย รอยแผลที่ถูกปิดเรียบร้อยซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อยาวที่ถูกพับขึ้นมา เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งผิดไซส์ที่ดงเฮสวมใส่นั้นมีคอเสื้อลึกเผยให้เห็นผิวขาว อิทึกเข้าใจว่าคงถูกเปลี่ยนให้เพราะตัวเดิมคงจะเปื้อนเลือดอยู่เอาการ เขาเอื้อมมือไปจับมือที่สั่นไหวน้อยๆของดงเฮพาจูงเดินออกจากโรงพยาบาล
ดงเฮอยากกลับคอนโด แต่อิทึกไม่ยอมเพราะไม่ต้องการทิ้งน้องชายที่บาดเจ็บนอนคนเดียว เขายืนยันว่าดงเฮต้องไปค้างที่บ้านตลอดระยะเวลานี้ ดงเฮจึงไม่ออกปากว่าอะไรอีก ยอมนั่งรถของพี่ชายให้นำพาตนเองกลับบ้าน
ถนนหนทางยามดึกนั้นเงียบเหงา ผิดกับที่บ้านของเขาที่ดวงไฟยังคงเปิดสว่างทั่วทั้งบ้าน ส่องแสงกระทบตัดละอองฝนที่เหงาจับใจ
เรียววุคเดินถือร่มออกมารับที่หน้าบ้าน พอรถจอดสนิท เขาก็เดินมาเปิดประตูฝั่งข้างคนขับด้วยรู้ว่าพี่ชายต่างสายเลือดของตนคงจะนั่งมา แต่ภาพที่เห็นทำให้เขาต้องขมวดคิ้วน้อยๆ
"พี่ดงเฮหลับ!" เรียววุคพูดด้วยความสงสัย นานทีปีหนเขาจะได้เห็นพี่คนนี้หลับสนิท "คราวนี้คงจะเจ็บมากใช่ไหมพี่อิทึก" หันมาขอความเห็นจากพี่ชาย อิทึกยิ้มน้อยๆไม่ว่าอะไร เรียววุคจึงสะกิดเบาๆ
ดงเฮปรือตาขึ้นมา แล้วขยับมองรอบๆตัว เมื่อเห็นว่าเป็นที่ไหน ร่างเล็กก็ขยับลงจากรถอย่างว่าง่าย มือข้างหนึ่งจับร่มที่เรียววุคส่งให้ในขณะที่อิทึกก้าวลงมายืนอีกฝั่งให้ละอองฝนเกาะพราวเต็มตัว
เรียววุคโยนร่มที่ยังไม่ได้กางออกให้พี่ชายแท้ๆของตนเอง ก่อนจะหันมาสบตาดงเฮแล้วเอ่ยพูดเสียงเบา
"คุณพ่อผมรอพี่อยู่ที่โรงฝึก รีบไปเถอะ"
ปกติ สายฝนก็แทบกลืนพลังงานความคิดอ่านของดงเฮไปเสียสิ้น ยิ่งร่วมกับอาการปวดหนึบที่แผลยิ่งทำให้ต้องเกร็งตัวเดินมาตลอดทางไปยังโรงฝึกที่ไม่ไกลนัก
ดงมิน คุณพ่อของอิทึก ฮยอกแจ และเรียววุค เป็นน้องชายของดงฮวาน หรือก็คือเป็นคุณอาแท้ๆของดงเฮนั่นเอง เป็นชายวัยกลางคนที่พูดน้อยและมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ก็ใจดีไม่แพ้ใคร ถึงแม้ความใจดีนั้นจะไม่เคยแสดงออกมาอย่างจริงจังให้ใครเห็นได้โดยง่ายก็ตาม
ตามธรรมเนียมของตระกูล ทุกคนจะต้องเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ในทุกแขนง ฝึกฝนร่างกายให้พร้อมเพื่อที่จะต่อสู้เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ คุณพ่อของดงเฮนั้นก็เป็นที่เลื่องชื่อว่าแข็งแกร่งกว่าใคร แต่อีกคนที่มีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนนั้นก็คือคุณอาท่านนี้ จนเมื่อท่านได้พบรักและแต่งงานกับคุณอาโซยอง จึงได้ขอแยกบ้านและตั้งโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ขึ้นที่นี่
ดงเฮยังจำได้ดีเมื่อสมัยเป็นเด็กที่ถูกส่งมาฝึกที่นี่ใหม่ๆ คุณอาไม่เคยมีรอยยิ้มจึงทำให้เขานึกกลัว แต่มืออุ่นนั้นกลับอ่อนโยนกว่าใคร ดงมินสอนดงเฮเป็นอย่างแรกว่า กำลังไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ทักษะการฝึกฝนและไหวพริบที่จะใช้กำลังต่างหากที่เป็นสิ่งชี้วัด
มือเล็กสั่นน้อยๆด้วยความหนาวเย็นของอากาศที่ดูจะมีผลกับร่างกายอ่อนแอมากกว่าปกติ ดงเฮเปิดบานประตูแบบเลื่อนแล้วก้าวเข้าไปด้านใน ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นไม้ขัดมันที่ซึมซับอุณหภูมิของอากาศ
คุณอานั่งคุกเข่าราบบนส้นเท้าตรงปลายสุดของโรงฝึก ประตูทางฝั่งระเบียงถูกเปิดออกกว้างให้มองเห็นสวนสีเขียวทางด้านนอกที่กำลังถูกสายฝนปกคลุมไปทั่ว ส่งเสียงระงมแผ่วเบายามหยดน้ำก่อตัวและไหลลงจากหลังคากระทบพื้น
ใกล้ๆกันนั้น ฮยอกแจนั่งคุกเข่าก้มหน้านิ่งด้วยท่าทีสลด
ดงเฮขยับเข้าไปใกล้แล้วทรุดตัวนั่งคุกเข่าลงเรียบร้อยแม้จะเจ็บแขนมากก็ตาม ใบหน้าขาวไม่อาจสบมองฮยอกแจที่ก้มมองพื้นนิ่ง แต่ดงเฮก็เข้าใจดีถึงความรู้สึกที่ชวนให้เขาเองก็อยากจะก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกไม่ต่างกับเด็กที่รู้ตัวว่าจะถูกดุเช่นกัน
เพียงแค่เสียงฝีเท้า ก็พอให้ดงมินทราบว่าดงเฮมาถึงแล้ว เสียงทุ้มจึงเอ่ยแผ่วเบาในสายฝน
"ใครพอจะเล่าได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้น"
พี่ชายอ้าปากจะแก้ตัวแทนน้อง แต่ดงเฮก็ยกมือปรามเอาไว้ เขาฝืนความเจ็บปวดอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่ก็แฝงความเข้าใจว่าผู้ใหญ่นั้นเป็นห่วงตนเพียงใด ดงเฮยอมรับว่ารู้จักกับซองมินน้องชายของคังอินผู้เป็นทายาทของตระกูลที่ไม่ลงรอยกันมาเป็นเวลาช้านาน และที่ไปผับนั่นก็เพราะถูกเชิญชวน ดงเฮกล่าวขอโทษคุณอาพร้อมทั้งก้มหัวจรดพื้นที่ทำอะไรไปโดยที่ไม่รู้จักคิด
ครั้นเมื่อถูกถามเรื่องสาเหตุที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ดงเฮก็ตอบเพียงว่าพูดจาไม่เข้าหูกันจึงเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต โดยที่มืออีกข้างก็รั้งแขนของฮยอกแจเอาไว้ไม่ให้พูดอะไรมากไปกว่านี้
"แล้วจะเอายังไง"
ดงมินไม่เคยขึ้นเสียงหรือกระทั่งตำหนิติเตียน แต่เพียงแค่ความเย็นเยียบของน้ำเสียงก็พอทำให้ทั้งดงเฮและฮยอกแจรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเข้าเต็มแรงแล้ว
"แล้วแต่คุณอาครับ" ดงเฮตอบ
ชายที่มีอายุมากกว่าหันมามองเด็กหนุ่มสองคนที่เขาเอ็นดูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดงมินดุฮยอกแจก่อนเป็นอันดับแรกด้วยว่าเป็นพี่แต่ไม่อาจห้ามน้องไม่ให้เข้าไปในสถานที่อันตรายได้ ส่วนสำหรับดงเฮ ดงมินตั้งคำถามเพียงคำถามเดียวแทนการติเตียนทั้งหมด คำถามที่ชวนให้ดงเฮนึกไปถึงคำพูดร้ายๆของคิบอมในห้องทำแผล ตอนที่สติพร่ามัวจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
"รู้หรือเปล่าดงเฮ ที่ยืนของเธอคือตรงไหน"
กักบริเวณสองอาทิตย์ เป็นคำที่คุณอาเอ่ยออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืน ดงเฮเหลือบเห็นแววตาของดงมินจ้องมองที่เขาเหมือนรู้ทันอะไรบางอย่างจนทำให้ต้องก้มหลบ เมื่อฝีเท้าเบาแต่หนักแน่นนั่นพ้นหายออกไปจากโรงฝึกนั่นแหละ ฮยอกแจและดงเฮถึงได้เริ่มพูดออกมา
"ดงเฮ~"
"อย่าบอกว่าขอโทษนะ" ดงเฮพูดขัด ขณะพยายามยืดตัวขึ้นยืนพี่ชายจึงได้รีบเข้ามาช่วยประคอง พยายามอย่างยิ่งละทิ้งความคิดที่อัดแน่นอยู่ในหัวออก
"ทำไมไม่บอกไปว่าฉันเป็นต้นเหตุ ถ้าฉันไม่คิดมากเดินออกไป ก็คงไม่เกิดเรื่อง" ฮยอกแจพูดเร็วๆ เสียงเครือปนความรู้สึกผิดจนดงเฮต้องจับมือของฮยอกแจเอาไว้แน่นๆ
"ถ้าอย่างนั้น ฉันต่างหากที่ผิด ทั้งที่รู้ว่าฮยอกแจคิดยังไง แต่ก็ยังอยู่ไม่ห่างจากซีวอน"
"ไม่!! ดงเฮจะผิดได้ยังไงในเมื่อซีวอนเป็นของดงเฮ"
เขาจ้องมองเข้าไปในแววตาของฮยอกแจที่ไหวระริก รู้ดีว่าต่อให้ปฏิเสธยังไง ความจริงที่ว่าซีวอนเป็นของดงเฮก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้เลย แต่มันคืออะไร ความผูกพันที่มีนี้มันคืออะไร ดงเฮยินดีในกอดของซีวอน แต่ความรู้สึกนั้นมากแค่เพียงความรู้สึกเฉยๆหากซีวอนกอดฮยอกแจ
ซีวอนเป็นของดงเฮ...
ลมที่ปะปนด้วยกลิ่นของฝนพัดเข้ามา เส้นผมละเอียดสั่นไหวน้อยๆ ร่างกายยิ่งเหน็บหนาวทำให้ความเจ็บระบมมากขึ้นอีก ดงเฮไม่อาจพูดอะไรต่อไป คำพูดของเขาก็คงไม่ต่างกับเม็ดฝนในอากาศ ที่ยามร่วงหล่นต้องพื้นก็สลายหายไปในผืนดิน
"นอนด้วยได้ไหม"
ฮยอกแจยิ้มบางตอบ กอดเอวน้องชายพาเดินกลับไป
แดดทอแสงเรื่อเรืองเต็มฟ้า ฮยอกแจขยี้ตาเพื่อสู้กับความสว่างไสวรอบตัว เมื่อคืนกว่าจะข่มตาให้หลับได้ก็ใช้เวลาไปนานโข ผิดกับดงเฮที่ปกติหลับยากเย็น กลับเข้าสู่นิทราไปอย่างง่ายดาย คงเป็นเพราะบาดแผล ดงเฮเลยเพลียเสียจนหลับง่าย
ฮยอกแจเริ่มขยับจึงได้รู้ว่าแขนขาของดงเฮก่ายอยู่บนตัวเขาอยู่ส่วนหนึ่ง พี่ชายไม่อยากจะรบกวนน้องที่ยังหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ แต่พลันเมื่อเขาค่อยสัมผัสแผ่วเบาที่ข้อมือ ดงเฮก็รู้สึกตัวขึ้นมา
น้องชายของฮยอกแจยามตื่นนอนนั้นน่ารักเหมือนเด็กน้อย ผมยุ่งๆกับดวงตาปรือ ดูเรียบร้อยเป็นพิเศษ แต่เมื่อเขาทาบหลังมือลงบนหน้าผาก จึงได้รู้ว่าแก้มที่แดงเรื่อนี่เกิดจากพิษไข้เข้าเสียแล้ว
ดงเฮงัวเงียแต่ก็ฝืนลุกขึ้นมานั่ง เสื้อเชิ้ตตัวหลวมที่เมื่อคืนไม่ได้เปลี่ยนหลุดลุ่ย ฮยอกแจก็ร้องขึ้นเสียงดัง
"นอนลงไปสิ!! นายเป็นไข้แล้วนะ วันนี้หยุดเถอะ"
เมื่อถูกพี่ชายดันตัวให้ลงไปจมกับหมอนอีกครั้ง ดงเฮก็ทำตาแป๋วมองพี่ชาย เหมือนว่ายังไม่ตื่นดีจึงทำความเข้าใจคำพูดนั้นในเวลาสั้นๆไม่ได้ จนเมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงแหบพร่าก็ดังออกมา
"ไม่เอา"
ฮยอกแจเริ่มบ่นน้องชายต่างสายเลือด แต่ดงเฮก็ไม่ตอบรับเพราะยังคงมึนงง จนประตูห้องเปิดออก หญิงสาวคนเดียวของบ้านก็ก้าวเข้ามาให้ฮยอกแจได้ฟ้อง
"คุณแม่ น้องเป็นไข้ ให้หยุดเรียนเถอะ"
เมื่อคุณแม่ได้ฟังก็รีบทรุดนั่งลงตรงขอบเตียง มือนุ่มจับตัวดงเฮเบาๆ "จริงด้วยสิ ดงเฮต้องหยุดเรียนนะจ๊ะวันนี้"
"ไม่เอาครับ"
โซยองเลิกคิ้วขึ้นมอง เธอรู้ดีว่าดงเฮไม่ชอบแสดงตัวเป็นเด็กมีปัญหา อาจจะเป็นเพราะคิดว่าตนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้จึงไม่อยากทำตัวให้ต้องเป็นห่วงก็เป็นได้ เธอจึงก้มลงจูบเบาๆที่หน้าผากร้อนผ่าว
"ไม่ได้จ้ะ ตัวร้อนขนาดนี้ แม่เป็นห่วงแย่ อยู่บ้านให้แม่ดูแลสักวันเถอะนะคนเก่ง"
โกหกกันชัดๆ
ดงเฮพองแก้มน้อยๆอยู่ในโรงฝึก นั่งคุกเข่าหลังตรงถือกระดานจดบันทึกทักษะการต่อสู้ให้นักเรียนวิชาป้องกันตัวแต่ละคน หลังจากที่โดนสั่งจากครูฝึกใหญ่ของที่นี่ว่าถ้าหากไข้ลด ก็ให้ไปที่โรงฝึก คุณอาหญิงโซยองช่วยพูดให้แล้ว แต่ดงมินยังยืนยันว่าช่วงกักบริเวณจะมาทำตัวอ่อนแอไม่มีประโยชน์ไม่ได้
"แผลแค่นี้ ไม่เจ็บใช่ไหม"
คุณอายืนกุมมือไว้ด้านหลังเอ่ยถาม ดงเฮส่ายหน้าน้อยๆ แต่ในใจกลับคิดไปว่าคำถามเมื่อครู่นั้นบังคับตอบอยู่ในตัว ต่อให้เจ็บเจียนตายก็ต้องบอกว่าไหว
นักเรียนวิชาป้องกันตัวของคุณอาเป็นวัยยี่สิบต้นๆทั้งนั้น แต่ละคนมีร่างกายกำยำแข็งแรง ที่สำคัญชอบมาแอบส่งยิ้มและพูดจาอะไรแปลกๆกับดงเฮเสียด้วย สุดจะห้ามปรามแล้ว ดงมินจึงสั่งเลิกเรียนแล้วบอกให้ดงเฮเตรียมตัวไปโรงพยาบาล
"ทำไมถึงไม่อยากไปล่ะ กลัวเหรอ" คุณอาถามเอาตอนที่รถจอดที่หน้าโรงพยาบาลแล้ว ร่างบางจึงทำได้แค่ยิ้มน้อยๆเท่านั้น
พนักงานต้อนรับนำทางไปยังส่วนวีไอพี ดงเฮขมวดคิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัวเมื่อต้องนึกว่าคุณหมอคนใดจะเป็นผู้มาตรวจแผลของตนเอง แต่ความโล่งใจก็เกิดขึ้นเมื่อคุณหมอผู้อำนวยการเดินตรงเข้ามาและเชื้อเชิญดงเฮให้เข้าไปในห้องตรวจ
"แผลเรียบร้อยดีมาก คุณหมอคิบอมเก่งจริงๆ"
คุณหมอใหญ่พูดชมเชยขณะมองดูพยาบาลล้างแผล สายตาเหลือบมองคนไข้ที่ไม่รู้สึกชื่นชมตามไปด้วยเลยสักนิด
"หลังจากนี้ก็มาทำแผลแค่วันเว้นวันก็พอ"
ร่างเล็กไม่ตอบอะไร บาดแผลแสบขึ้นมาเพื่อพยาบาลทายาลงไป ดงเฮคิดสงสัยว่าผู้หญิงพวกนี้มือหนักเกินกว่าที่คาดเสียอีก
ในระหว่างนั้น ดงมินก็เข้ามาสมทบด้านใน ชายในวัยกลางคนเอ่ยถามเรื่องบาดแผลของดงเฮ และพูดคุยยาวเหยียดต่อไปอีกหลายเรื่อง ล้วนเป็นประเด็นสัพเพเหระจนดงเฮไม่นึกสนใจ ร่างเล็กจึงลองบอกกล่าวผู้เป็นอาว่าจะขอออกไปร้านขนมตรงล๊อบบี้สักหน่อย คุณอาอนุญาตเหมือนจะหลงลืมไปว่าดงเฮถูกกักบริเวณ
โรงพยาบาลขนาดใหญ่หรูหราไม่ต่างจากโรงแรมห้าดาว ไม่ว่าเดินไปทางใด พี่สาวในชุดขาวก็ส่งยิ้มให้เขาทั้งนั้น น่าแปลกที่ดงเฮไม่รู้จักใครสักคน จึงกดสายตาลงต่ำทอดจังหวะก้าวเท้าไปเรื่อยๆ
มุมล๊อบบี้สว่างด้วยช่องซันไลท์บนเพดานสูง สวนสีเขียวด้านนอกช่วยกลบไอร้อนในช่วงบ่ายแก่ให้ร่มเย็น ดงเฮเดินตรงเข้าไปและรู้สึกยินดีในใจเมื่อเห็นร้านกาแฟที่มุมนั้นยังไม่ปิด
ร้านกาแฟร้านน้อยที่มีทั้งขนมปังและไอกรีมทำเองจำหน่ายควบคู่ ดงเฮเคยลองชิมตั้งแต่ตอนยังเด็ก จดจำได้ว่ารสชาติไอศกรีมช็อกโกแลตที่ออกขมมากเสียกว่าจะหวานนั้นติดใจเด็กน้อยอย่างเขาเพียงใด ทว่าโอกาสหลังจากนั้นยากเย็นเหลือเกินที่จะได้ชิมอีก ร้านปิดไวเสมอๆ และถึงแม้ไปทัน ดงเฮก็ไม่กล้าออกปากบอกผู้ใหญ่หรือใครๆที่พาไปว่าอยากทาน
ร่างเล็กเดินตรงเข้าไป คุณป้าร่างผอมผู้เป็นเจ้าของร้านกำลังกุลีกุจอเก็บของ บ่งบอกว่าดงเฮมาเวลาจวนเจียนเต็มที่
"อ้าว จะรับอะไรจ๊ะหนุ่มน้อย ป้าเหลือไม่กี่อย่างเองนะวันนี้"
"ไอศกรีมรสช็อกโกแลตยังมีไหมครับ"
หญิงอายุมากยิ้มแล้วพยักหน้า น้ำเสียงอบอุ่นของเธอพูดไปขณะหยิบโคนเวเฟอร์กรอบออกมาตักไอศกรีม ดูเหมือนหลังจากเรื่องร้ายๆหลายอย่างที่ประดังประเดในช่วงนี้คงจะบรรเทาเบาบางลง เพราะคุณป้าเจ้าของร้านเยินยอว่าดงเฮโชคดีมาทันไอศกรีมลูกสุดท้ายของเธอ
"นี่จ้ะ"
เธอยื่นส่งให้ และรับเงินค่าไอศกรีมกลับมาจากมือเล็กของดงเฮ น่าแปลก เพียงแค่ความเย็นปนรสขมออกหวาน ก็ชวนให้ดงเฮรู้สึกขวยเขิน ใบหน้าขาวเหมือนจะแต้มรอยยิ้มอ่อนออกมา
"คุณป้าฮะ! มีไอติมเหลือไหมฮะ"
เสียงใสแต่ฟังแหบพร่าของเด็กผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นในตอนที่ดงเฮหันหลังออกมา
"อ้าว ยูคุง เสียงแหบแบบนี้จะทานไอติมไม่ได้นะจ๊ะ"
"ได้ฮะ คุณพ่อคุณแม่สัญญาแล้วว่าถ้าวันนี้ผมไม่มีไข้จะให้กินได้!!" เด็กชายพูดเร็วพร้อมทั้งกอดอกแสดงความเก่งกาจอย่างน่าเอ็นดู จนคุณป้าอดหัวเราะไม่ได้
"เก่งมาก ยูคุง แต่ว่า..." คุณป้าย่อตัวลงนั่งข้างๆเด็กชายตัวเล็ก มือลูบผมสั้นเส้นเล็กเบามือ "ไอติมของป้าหมดแล้วน่ะลูก ขอโทษด้วยนะจ้ะ"
ดงเฮชะลอจังหวะก้าวเท้าแล้วเอี้ยวตัวหันมามอง เขายังอยู่ไม่ห่างจึงได้ฟังบทสนทนาระหว่างเด็กน้อยและคุณป้าคนนั้นชัดเจนทั้งหมด ดงเฮมองเห็นเด็กที่มีชื่อว่ายูคุงนั้นมีผิวขาวซีด สวมชุดโรงพยาบาลที่พิมพ์ลายการ์ตูนน่ารัก รูปร่างผอมบางแต่ดวงตานั้นกลับเข้มแข็งอย่างประหลาด ถ้าหากให้เดา ก็คงต้องบอกว่าเด็กคนนี้คงจะอยู่ที่โรงพยาบาลมาเป็นเวลาไม่น้อย
ไอศกรีมที่มีรสชวนจดจำตั้งแต่ในสมัยเด็กยังคงอยู่ในมือ ไอเย็นสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวของดงเฮ
ดงเฮตัดสินใจเดินกลับมายังร้านกาแฟร้านล็ก "อยากกินไอติมเหรอครับ" เอ่ยถามเสียงเบา
ยูคุงพยักหน้า แต่ก็รีบส่ายหน้าโดยไวต่อจากนั้น "แต่ไม่ครับ ไว้คราวหลังค่อยกินก็ได้!!"
ดงเฮย่อตัวลงนั่ง อดเอียงคอมองแล้วอมยิ้มกับท่าทางน่ารักนั้นไม่ได้ เช่นเดียวกับคุณป้าที่ยิ้มใจดีไม่คลาย
"งั้นเหรอครับ พี่กำลังคิดว่าจะหาคนช่วยพี่กินไอติมอยู่พอดี"
ยูคุงรีบส่ายหน้าไหว "ไม่ได้ครับ!! เดี๋ยวพี่คนสวยก็อดกิน"
คนถูกชมเลิกคิ้วขึ้นมอง แต่ก็หัวเราะเบาๆออกมา ความเดียงสาของเด็กทำให้ดงเฮยิ้มออกมาได้ง่ายดาย มือเรียวยื่นไปจับมือเล็กของเด็กน้อยเอาไว้
"แต่พี่ไม่สบายนะครับ ทานไอติมไม่ไหวแล้ว ยูคุงจะช่วยพี่หน่อยได้ไหม"
ทั้งสามยิ้มกว้างให้แก่กันในที่สุด คุณป้าดีใจที่ยูคุง เด็กที่ป่วยอยู่โรงพยาบาลมานานจนไม่อาจทานไอติมได้นั้น ในที่สุดก็ได้โอกาสลิ้มลอง
ดงเฮได้ลิ้มรสขมผสมหวานนั้นเพียงแค่คำเดียว แต่ความอบอุ่นชื่นหัวใจที่ได้รับนั้นเต็มเปี่ยม
ส่วนเด็กน้อยยูคุง ก็ได้ลิ้มรสไอติมสมใจ หลังจากผ่านความอดทนในการรักษาตนเองมายาวนาน
ที่อีกฝั่งของล๊อบบี้ คุณหมอคิบอมนั่งจิบกาแฟรสขมปราศจากน้ำตาลในช่วงพักระหว่างการผ่าตัดคนไข้อาการหนักที่ติดต่อกันมาหลายชั่วโมง ก่อนที่จะกลับเข้าห้องผ่าตัดที่แสนเหน็ดเหนื่อยอีกครั้ง เขาคิดว่าความเมื่อยล้าสะสมเหมือนจะมลายไปได้อย่างอัศจรรย์
อาจเป็นเพราะเขาเผลอยิ้มตามยูคุงก็เป็นได้
โปรดติตามตอนต่อไป T T
ป่วยอีกแล้วค่า...

หายไวไวนะจ้ะ
หมวยเจ็บแตยังอวดดีได้ตลอด
บอมก็เป็นหมอปากร้ายได้อีกหรือเฉพาะกับหมวย
ทำไมทึกถึงไม่ชอบบอมพยายามกีดกันด้วย
ทั้งที่เป็นเพื่อนกับเจ๊ก็ต้องรู้จักบอมดีเหมือนกัน
ชีวิตหมวยดูน่าอึดอัดแทน..แอบสงสารฮยอก
เหมือนวอนคนเดียวที่ไม่รู้ว่าหมวยทงเฮก็รู้
ว่าวอนฮยอกรักกัน..
อุปสรรคของบอมหมวยดูจะมีให้ฟันฝ่ามากมาย
แต่มีฉากแอบปลื้มตอนหมวยใส่เสื้อบอมทั้งคืนนี่แหละ
นิดหนึ่งก็ชื่นใจแล้ว..55+
#1 By KoBRiin (124.121.240.223) on 2009-10-07 15:49