Fic KiHae : Oblivion  รักเลือนของคุณชายวายร้าย 

ตอนที่ 4

 

ที่นี่มีแต่ Boy's Love นะคะ  ถ้าไม่ใช่แนว  กดปิดเลยค่ะ ^^

 

Writer : ease supsnerv

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในความคิดของดงเฮ  ผู้ชายที่ชื่อ คิม คิบอม นั้น  เป็นคนใจร้ายที่ไร้ความปราณี  เป็นคนอันตรายที่ไม่ควรจะเข้าใกล้ 

 

แต่โชคชะตาก็เหมือนต้องการเล่นตลก  เพราะเมื่อถึงเวลาที่เจ็บปวด  ก็กลับกลายเป็นคนใจร้ายคนนี้อยู่ดีที่อยู่เคียงข้าง

 

 

 

ดงเฮนอนนิ่งบนเตียงโรงพยาบาล  มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสัมผัสถูกโลหะส่วนประกอบเตียงที่ทำให้รู้สึกเย็นเฉียบ  แต่มันก็ไม่เท่าหัวใจที่เจ็บชา  ทั้งแผลที่ถูกขวดแก้วบาดเป็นแนวยาวลึก  และข้อมือช้ำจากการที่ถูกคุณหมอหน้าเข้มใจร้ายจับบีบเพื่อลากตัวเขามาถึงโรงพยาบาล 

 

 

สติที่สลัวลาง  ดงเฮยังคงเห็นภาพบางอย่างเต้นเร่าในดวงตา

 

 

 

 

เขาไม่สนใจฟังอะไรสักอย่าง  ไม่แม้จะหันมองว่าดงเฮอยากจะหนีไปแทบแย่แต่ก็ไม่มีแรงจะขยับ  เสียงต่ำที่เต็มไปด้วยโทสะตอนที่คิบอมว่าดงเฮในรถยังคงก้องอยู่ในหูแม้ตอนนี้  เมื่อร่างหนาถอดเสื้อคลุมให้ดงเฮกดแผลห้ามเลือด  แต่ดงเฮกลับไม่รับเพราะแรงจะยกมือนั้นยังแทบจะไม่มี

 

"อวดดีนักนะ  งั้นก็ปล่อยให้เลือดมันออกให้ตายไปบนรถนี่แหละ  เจ็บจนใกล้ตายแล้วไม่ใช่หรือไง"

 

ใบหน้าซีดกัดริมฝีปากตัวเองแรงๆจนขึ้นสีเลือดจางเป็นรอย  มือเล็กจึงสามารถกระชากเสื้อคลุมจากในมือของคิบอมมาปิดที่แผลของตนเองเอาไว้เพื่อลบล้างคำสบประมาท  แต่มันแทบไม่เกิดผลเมื่อดงเฮขยับตัวเพื่อให้หันใบหน้าออกมองนอกรถที่ขับด้วยความเร็ว  ปกปิดรอยแผลที่ตนเองไม่อาจจะออกแรงเพียงน้อยนิดเพื่อจะกดห้ามเลือดที่ยังคงไหลออกเป็นทาง

 

ยิ่งรถทะยานบนถนนมืดมิดนั้นเร็วเท่าไหร่  ดวงไฟที่ประดับริมทางนั้นก็ไม่อาจมองเห็นเป็นรูปร่างชัดเจน  เส้นแสงสีที่ตีกันพร่าเลือนกำลังขับกล่อมความรู้ตัวของดงเฮให้หลับใหล

 

 

 

 

จนรถจอดสนิทแล้ว  เสียงที่ฟังน่ารังเกียจนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง 

 

"จะดิ้นทำไม  มีปัญญาเดินไปเองเหรอ"  ร่างบางที่หนาวเหน็บสัมผัสไออุ่นร้อนจากมือที่โอบประคองร่าง  ดงเฮเดาว่าคงถึงโรงพยาบาลแล้ว  แต่ก็ไม่ละทิ้งความหยิ่งทะนงด้วยปฏิเสธที่จะถูกคิบอมคนนี้โอบอุ้ม

 

"งั้นก็ลุกขึ้นมา!!"

 

ไม่ต้องสั่ง  ดงเฮก็รู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไง  ริมฝีปากขึ้นรอยอีกครั้งเมื่อถูกกัดแน่นเพื่อเรียกกำลัง  ร่างเล็กพยุงตนเองขึ้นยืน  มือทั้งสองข้างสั่นไหวจับอยู่ที่ประตูรถ

 

คิบอมมองบาดแผลปราดเดียวก็รู้ว่าดงเฮแทบไม่ได้ช่วยกดแผลห้ามเลือดเลยสักนิด  เสื้อเชิ้ตสีอ่อนถึงได้ซึมรอยสีแดงเป็นวงกว้างยิ่งกว่าเดิม  มันทำให้เขายิ่งหงุดหงิด  จึงคว้าจับข้อมือเล็กเอาไว้แน่นเสียจนดงเฮต้องเผลอร้องคราง  ลากร่างเล็กที่เลอะด้วยรอยเลือดไปตามทางเดินโดยไม่ใส่ใจว่าจะทำให้ดงเฮเจ็บปวดมากขึ้นอีกเท่าไร

 

หลังจากที่ถูกดึงขึ้นเตียงรับผู้ป่วย  ทุกอย่างมันก็เบลอไปหมด

 

 

 

 

 

 

"อย่าเกร็ง"

 

เสียงคิบอมฟังชัดเจนมากขึ้น  พร้อมกับภาพเพดานสีขาวด้านบนที่สว่างไสวมากกว่าเดิม  อาจเป็นเพราะได้นอนนิ่งๆก็เป็นได้  จึงทำให้อาการพร่าเลือนบรรเทาลง  ปลายตามองเห็นร่างหนาของคิบอมกำลังก้มอยู่ตรงต้นแขนของตนเอง  พร้อมกับความเจ็บแปลบที่อยู่ๆก็แล่นริ้วขึ้นมาจนต้องสะดุ้ง

 

คิบอมชะงักมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองดงเฮ  ก่อนจะก้มลงไปจัดการกับบาดแผลอีกครั้ง 

 

"ทนหน่อย"  เขาว่าออกมาเบาๆ

 

 

"เอ่อ...  คุณหมอคิบอมคะ  ดิฉันว่า...คุณหนูดงเฮอาจจะหนาวนะคะ"  พยาบาลหน้าใสที่คอยเป็นผู้ช่วยส่งอุปกรณ์สำหรับเย็บแผลเอ่ยขึ้นมาหวาดๆ  เพราะเธอเองก็เห็นอยู่ว่าวันนี้คุณหมอหนุ่มอารมณ์ไม่ดี

 

คิบอมเหลือบขึ้นมามอง  คิ้วหนาที่ขมวดมองนั้นแน่นิ่ง  แต่กลับพยักหน้าในเชิงเห็นด้วย  พยาบาลสาวจึงระบายยิ้มหันไปส่งสัญญาณกับพยาบาลอีกคนให้รีบนำผ้าสีขาวสะอาดมาคลุมร่างซีดเซียวของดงเฮที่ปราศจากเสื้อผ้าหลังถูกตัดทิ้งออกเพื่อทำแผล

 

 

ดงเฮหรี่ปรือดวงตาลง  ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศถูกป้องกันจากผ้าสีขาว  แม้จะเพียงส่วนที่ไม่ขัดขวางการทำงานของคุณหมอคิบอม  แต่ก็พอให้อบอุ่นขึ้นมาได้

 

คิบอมถอนหายใจยาวเบาๆเมื่อเห็นใบหน้าของดงเฮ  เขาอยากจะให้การเย็บแผลมันเสร็จสิ้นเร็วๆ  แต่ความพิถีพิถันต่างหากที่เป็นตัวกำหนด

 

ร่างหนายิ่งทำหน้ายุ่งหันหลังไปทางประตูห้องทำแผลเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูขัดความสงบ  แม้ผู้มาเยือนจะพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เกิดเสียง  แต่คิบอมก็ไวเหลือเกินที่จะจับความเปลี่ยนแปลงนั้น

 

 

ชายร่างสูงลอดตัวเข้ามา  ใบหน้าแฝงความคมเข้มดูน่ากลัวแต่กลับใจดียิ่งกว่าคุณหมอใดๆในโรงพยาบาลนี้แย้มยิ้มด้วยอารมณ์ไม่อยากจะเชื่อภาพที่เห็นในสายตา

 

 

"ให้ตาย!  พยาบาลข้างนอกซุบซิบกันใหญ่ว่าคุณหมอหนุ่มไฟแรงแผนกศัลยกรรมลดตัวมานั่งเย็บแผลคนไข้เอง!  ถามจริง  อะไรเข้าสิงวะ"

 

 

คิบอมไม่สนใจ  ยังคงกดฝีเข็มลงบนเนื้อนิ่ม

 

"โอ้โห....!!!!"  คุณหมอที่เพิ่งมาใหม่เดินเข้ามาใกล้ร้องอุทานเสียงดัง  คราวนี้คิบอมเลยต้องกดเสียงต่ำปราม

 

"จะเสียงดังทำไมนักวะ!!  ไอ้ซึงฮยอน!!"

 

"ก็ดูแกเย็บแผล  แผลที่แขนนะโว๊ย  ใช้ไหมเล็กเย็บซะถี่ยังกะเย็บแผลทำหน้า  กลัวเป็นแผลเป็นหรือไงวะ  ไหนขอดูหน้าหน่อยซิว่าใคร  ไอ้คุณหมอคิบอมมันถึงลงทุนขนาดนี้"

 

ซึงฮยอนมองตามผิวขาวแขนเรียว  ลำคอระหงไล่ไปถึงปลายคางมนบนใบหน้าที่เอี้ยวไปอีกทางน้อยๆ  ดวงตาหลับพริ้มไปเรียบร้อย

 

 

"เชี่ย!!!!!!  คุณหนูดงเฮ!!!!"

 

 

"หนวกหู!  คนจะเย็บแผล!"

 

"เป็นไงมาไงวะเนี่ย!"

 

คุณหมอขยับมือออกแรงดึงไหมเส้นบางให้ตึงพอดีแผลปิดสนิท  ในใจก็ขี้เกียจจะฟังเพื่อนหมอพล่ามพูดมาก  แต่ก็เอ่ยเสียงเบาแสดงความคิดเห็นของตน

 

"อยู่ดีๆไม่ได้  ต้องเอาตัวเข้าไปสอดจนเจ็บตัว"

 

"พูดแมวๆ  เห็นตัวเล็กๆแบบนี้ก็เป็นถึงผู้สืบทอดตระกูลนะเว้ย  สัญชาตญาณการปกป้องมันก็ต้องเต็มเปี่ยม  ไม่งั้นจะดูแลกิจการได้ไง"

 

"แล้วถ้าเกิดตายไปจะว่าไง"

 

คิบอมดึงฝีเข็มครั้งสุดท้าย  ปิดรอยแผลทั้งหมดที่มีเรียบร้อย  หันมาสบตากับซึงฮยอนที่ยังยืนอยู่ด้านหลัง

 

"การเป็นผู้นำหมายถึงต้องเอาตัวไปเสี่ยงตายแทนหรือไง  งั้นก็ขอเดาได้เลยว่าล่มจมแน่ๆ"

 

คำพูดที่เอ่ยด้วยเสียงทุ้มย้ำๆพร้อมกับลุกขึ้นยืน  คิบอมพยักหน้าอนุญาตให้พยาบาลจัดการต่อ 

 

"ทำไมพูดแบบนั้นวะ  มันจะเป็นไปได้ไง"

 

คิบอมสลัดถุงมือยางทิ้งลงถังขยะติดเชื้อ  "ขนาดแค่มีเรื่องกันเล็กน้อยยังโดนขนาดนี้  ถ้าเกิดเรื่องใหญ่โตมากๆ  คุณหนูดงเฮนี่ก็คงถลาเอาตัวไปเป็นกำบังกระสุนให้ลูกน้องจนพรุนตั้งแต่ต้น  จบเห่ตระกูลผู้ยิ่งใหญ่กันไปเลยสิ"

 

 

ซึงฮยอนอึ้งกับคำพูดของคิบอม  อีกด้านหนึ่งของความดีงามอันแข็งแกร่งที่จะนำพาไปยังจุดจบอันอ่อนแอ  มันทำให้เขาระลึกขึ้นมาอีกคราว่าการเป็นคนดีสมบูรณ์แบบไม่ได้เกิดประโยชน์ทุกครั้ง  ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังของเพื่อนที่ดูเหน็ดเหนื่อยเดินตรงไปยังอ่างล้างมือ

 

 

"มุทะลุแล้วยังหยิ่งอวดเก่ง  เจ็บแล้วยังปากแข็งทำฝืน"

 

 

ซึงฮยอนขมวดคิ้วมองแต่ไม่ว่าอะไร  ความเงียบนั้นเพียงพอสำหรับอีกฝ่ายที่จะรับรู้ว่าเขากำลังรับฟัง  แม้จะสงสัยก็ตามทีว่าคิบอมคนที่เยือกเย็นอยู่เสมอแสดงอาการขุ่นเคืองขนาดนี้เพราะอะไร  ยิ่งกับดงเฮคนที่มีภาพลักษณ์นิ่งเฉย  ไม่เคยโวยวายคนนี้  เขายักไหล่และตัดสินใจจะจะถอยห่างจากช่วงเวลาปฏิบัติงานของเพื่อนร่วมอาชีพที่อารมณ์ไม่ปกติ

 

 

"ฉันไปพักดีกว่า  นายก็ดูแลดีๆแล้วกัน  ยังไงเขาก็เป็นคนไข้วีไอพี"

 

 

"งั้นฝากหยิบเสื้อหน่อยสิ" 

 

คิบอมพูดโดยที่ไม่หันมามอง  เจตนาบังคับผิดกับคำพูดที่เอ่ยออกมาว่า "ฝาก" โดยสิ้นเชิง  ร่างหนาเดินไปนั่งที่โต๊ะแพทย์เพื่อเปิดคอมพิวเตอร์เตรียมสั่งยาและลงประวัติผู้ป่วยคนสำคัญ  "ห้องพักฉันไม่ได้ล็อค  เข้าไปได้เลย  เลือกตัวเล็กๆหน่อยแล้วฝากพยาบาลลงมาให้ที"

 

ซึงฮยอนพยักหน้ารับปากหน่ายๆแล้วเดินออกจากห้องไป 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมสั้นสีน้ำตาลเข้มเกาะกันเป็นกลุ่มเพราะถูกละอองฝน  ดวงตาสีอ่อนรับฟังคุณหมอใหญ่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วยท่าทีสงบ  หลังได้รับแจ้งว่าดงเฮทำแผลเรียบร้อยและไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

 

"พรุ่งนี้ต้องให้มาดูแผลด้วยนะ  อิทึกจะพาน้องมาช่วงเย็นก็ได้"  เสียงทุ้มปนแหบนิดหน่อยพูดเบาๆ

 

"ครับ  แล้วต้องหยุดเรียนไหมครับ"

 

"ถ้าไม่มีไข้จะไปเรียนก็ได้  แต่อย่าให้แผลขยับมาก  อย่าให้โดนน้ำ"

 

อิทึกพยักหน้าเข้าใจแล้วก้มลงมองดูถุงยาที่มีเม็ดสีสดใสหลายอย่างบรรจุอยู่  ถึงจะดูน่าทานเหมือนขนม  เขาก็รู้ดีว่าดงเฮก็คงไม่ยอมกลืนมันลงไปง่ายๆ  อย่างไรก็ต้องบังคับกันอยู่ดี  คิดแล้วเขาก็รวบปากถุงพร้อมกับเงยหน้าถามคำถามสุดท้าย

 

"แล้วจะมีแผลเป็นไหมครับ"

 

"ความจริงก็ต้องดูหลังแผลหาย  แต่หมอว่าน่าจะเป็นรอยไม่มากหรอก  เพราะมีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเป็นคนเย็บแผลเองกับมือเลย  แล้วก็ใช้วิธีเย็บที่จะเกิดรอยน้อยที่สุดด้วย  อิทึกคงจะจำเขาได้กระมัง  คุณหมอ คิม คิบอม"

 

อิทึกวางสีหน้าเรียบเฉยเมื่อได้ยินชื่อนี้  แม้ในใจจะเป็นกังวลก็ตาม

 

 

"เขาเก่งนะ  วางใจได้  พรุ่งนี้หมอจะให้เขาดูแผลของดงเฮให้"

 

 

"อย่ารบกวนเขาเลยครับ  ผมว่าคุณหมอดูแลดงเฮเหมือนเดิมดีกว่า"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดงเฮนั่งห้อยขาอยู่บนเตียง  ไหล่สองข้างลู่ลงผิดจากเดิม  พี่ชายที่เพิ่งมาถึงมองแล้วรู้สึกไม่ต่างอะไรกับลูกแมวที่เปียกปอนเพราะก้าวพลาดตกน้ำ

 

"ดงเฮ"  อิทึกเรียกเบาๆให้ดงเฮเงยหน้าขึ้นมอง  เขาไม่คิดหวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มให้อุ่นใจเพราะรู้ดีว่าแม้ขณะปกติ  ดงเฮก็แทบจะไม่ยิ้มอยู่แล้ว  "เจ็บมากไหม"

 

ร่างเล็กส่ายหน้าแล้วใช้แขนข้างที่ไม่เป็นอะไรเท้าขอบเตียงเพื่อลงมายืน 

 

"ผมอยากกลับบ้าน" 

 

ดวงตาของดงเฮช้ำไปหมด  ผิวหน้าขาวซีดดูอิดโรยแต่ก็กัดฟันทนอย่างเต็มที่  อิทึกสำรวจมองน้องชาย  รอยแผลที่ถูกปิดเรียบร้อยซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อยาวที่ถูกพับขึ้นมา  เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งผิดไซส์ที่ดงเฮสวมใส่นั้นมีคอเสื้อลึกเผยให้เห็นผิวขาว  อิทึกเข้าใจว่าคงถูกเปลี่ยนให้เพราะตัวเดิมคงจะเปื้อนเลือดอยู่เอาการ  เขาเอื้อมมือไปจับมือที่สั่นไหวน้อยๆของดงเฮพาจูงเดินออกจากโรงพยาบาล

 

 

 

ดงเฮอยากกลับคอนโด  แต่อิทึกไม่ยอมเพราะไม่ต้องการทิ้งน้องชายที่บาดเจ็บนอนคนเดียว  เขายืนยันว่าดงเฮต้องไปค้างที่บ้านตลอดระยะเวลานี้  ดงเฮจึงไม่ออกปากว่าอะไรอีก  ยอมนั่งรถของพี่ชายให้นำพาตนเองกลับบ้าน

 

 

ถนนหนทางยามดึกนั้นเงียบเหงา   ผิดกับที่บ้านของเขาที่ดวงไฟยังคงเปิดสว่างทั่วทั้งบ้าน  ส่องแสงกระทบตัดละอองฝนที่เหงาจับใจ

 

 

เรียววุคเดินถือร่มออกมารับที่หน้าบ้าน  พอรถจอดสนิท  เขาก็เดินมาเปิดประตูฝั่งข้างคนขับด้วยรู้ว่าพี่ชายต่างสายเลือดของตนคงจะนั่งมา  แต่ภาพที่เห็นทำให้เขาต้องขมวดคิ้วน้อยๆ

 

"พี่ดงเฮหลับ!"  เรียววุคพูดด้วยความสงสัย  นานทีปีหนเขาจะได้เห็นพี่คนนี้หลับสนิท  "คราวนี้คงจะเจ็บมากใช่ไหมพี่อิทึก"  หันมาขอความเห็นจากพี่ชาย  อิทึกยิ้มน้อยๆไม่ว่าอะไร  เรียววุคจึงสะกิดเบาๆ

 

 

ดงเฮปรือตาขึ้นมา  แล้วขยับมองรอบๆตัว  เมื่อเห็นว่าเป็นที่ไหน  ร่างเล็กก็ขยับลงจากรถอย่างว่าง่าย  มือข้างหนึ่งจับร่มที่เรียววุคส่งให้ในขณะที่อิทึกก้าวลงมายืนอีกฝั่งให้ละอองฝนเกาะพราวเต็มตัว

 

เรียววุคโยนร่มที่ยังไม่ได้กางออกให้พี่ชายแท้ๆของตนเอง  ก่อนจะหันมาสบตาดงเฮแล้วเอ่ยพูดเสียงเบา

 

"คุณพ่อผมรอพี่อยู่ที่โรงฝึก  รีบไปเถอะ"

 

 

 

 

 

 

 

 

ปกติ  สายฝนก็แทบกลืนพลังงานความคิดอ่านของดงเฮไปเสียสิ้น  ยิ่งร่วมกับอาการปวดหนึบที่แผลยิ่งทำให้ต้องเกร็งตัวเดินมาตลอดทางไปยังโรงฝึกที่ไม่ไกลนัก

 

ดงมิน  คุณพ่อของอิทึก  ฮยอกแจ  และเรียววุค  เป็นน้องชายของดงฮวาน  หรือก็คือเป็นคุณอาแท้ๆของดงเฮนั่นเอง  เป็นชายวัยกลางคนที่พูดน้อยและมีสีหน้าเรียบเฉย  แต่ก็ใจดีไม่แพ้ใคร  ถึงแม้ความใจดีนั้นจะไม่เคยแสดงออกมาอย่างจริงจังให้ใครเห็นได้โดยง่ายก็ตาม

 

ตามธรรมเนียมของตระกูล  ทุกคนจะต้องเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ในทุกแขนง  ฝึกฝนร่างกายให้พร้อมเพื่อที่จะต่อสู้เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์  คุณพ่อของดงเฮนั้นก็เป็นที่เลื่องชื่อว่าแข็งแกร่งกว่าใคร  แต่อีกคนที่มีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนนั้นก็คือคุณอาท่านนี้  จนเมื่อท่านได้พบรักและแต่งงานกับคุณอาโซยอง  จึงได้ขอแยกบ้านและตั้งโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ขึ้นที่นี่

 

ดงเฮยังจำได้ดีเมื่อสมัยเป็นเด็กที่ถูกส่งมาฝึกที่นี่ใหม่ๆ  คุณอาไม่เคยมีรอยยิ้มจึงทำให้เขานึกกลัว  แต่มืออุ่นนั้นกลับอ่อนโยนกว่าใคร  ดงมินสอนดงเฮเป็นอย่างแรกว่า  กำลังไม่ใช่คำตอบเดียว  แต่ทักษะการฝึกฝนและไหวพริบที่จะใช้กำลังต่างหากที่เป็นสิ่งชี้วัด

 

มือเล็กสั่นน้อยๆด้วยความหนาวเย็นของอากาศที่ดูจะมีผลกับร่างกายอ่อนแอมากกว่าปกติ  ดงเฮเปิดบานประตูแบบเลื่อนแล้วก้าวเข้าไปด้านใน  ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นไม้ขัดมันที่ซึมซับอุณหภูมิของอากาศ

 

คุณอานั่งคุกเข่าราบบนส้นเท้าตรงปลายสุดของโรงฝึก  ประตูทางฝั่งระเบียงถูกเปิดออกกว้างให้มองเห็นสวนสีเขียวทางด้านนอกที่กำลังถูกสายฝนปกคลุมไปทั่ว  ส่งเสียงระงมแผ่วเบายามหยดน้ำก่อตัวและไหลลงจากหลังคากระทบพื้น

 

ใกล้ๆกันนั้น  ฮยอกแจนั่งคุกเข่าก้มหน้านิ่งด้วยท่าทีสลด

 

ดงเฮขยับเข้าไปใกล้แล้วทรุดตัวนั่งคุกเข่าลงเรียบร้อยแม้จะเจ็บแขนมากก็ตาม  ใบหน้าขาวไม่อาจสบมองฮยอกแจที่ก้มมองพื้นนิ่ง  แต่ดงเฮก็เข้าใจดีถึงความรู้สึกที่ชวนให้เขาเองก็อยากจะก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกไม่ต่างกับเด็กที่รู้ตัวว่าจะถูกดุเช่นกัน

 

 

เพียงแค่เสียงฝีเท้า  ก็พอให้ดงมินทราบว่าดงเฮมาถึงแล้ว  เสียงทุ้มจึงเอ่ยแผ่วเบาในสายฝน

 

"ใครพอจะเล่าได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้น"

 

พี่ชายอ้าปากจะแก้ตัวแทนน้อง  แต่ดงเฮก็ยกมือปรามเอาไว้  เขาฝืนความเจ็บปวดอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่ก็แฝงความเข้าใจว่าผู้ใหญ่นั้นเป็นห่วงตนเพียงใด  ดงเฮยอมรับว่ารู้จักกับซองมินน้องชายของคังอินผู้เป็นทายาทของตระกูลที่ไม่ลงรอยกันมาเป็นเวลาช้านาน    และที่ไปผับนั่นก็เพราะถูกเชิญชวน  ดงเฮกล่าวขอโทษคุณอาพร้อมทั้งก้มหัวจรดพื้นที่ทำอะไรไปโดยที่ไม่รู้จักคิด

 

ครั้นเมื่อถูกถามเรื่องสาเหตุที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ  ดงเฮก็ตอบเพียงว่าพูดจาไม่เข้าหูกันจึงเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต  โดยที่มืออีกข้างก็รั้งแขนของฮยอกแจเอาไว้ไม่ให้พูดอะไรมากไปกว่านี้

 

 

"แล้วจะเอายังไง"

 

 

ดงมินไม่เคยขึ้นเสียงหรือกระทั่งตำหนิติเตียน  แต่เพียงแค่ความเย็นเยียบของน้ำเสียงก็พอทำให้ทั้งดงเฮและฮยอกแจรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเข้าเต็มแรงแล้ว

 

"แล้วแต่คุณอาครับ"  ดงเฮตอบ 

 

ชายที่มีอายุมากกว่าหันมามองเด็กหนุ่มสองคนที่เขาเอ็นดูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  ดงมินดุฮยอกแจก่อนเป็นอันดับแรกด้วยว่าเป็นพี่แต่ไม่อาจห้ามน้องไม่ให้เข้าไปในสถานที่อันตรายได้  ส่วนสำหรับดงเฮ  ดงมินตั้งคำถามเพียงคำถามเดียวแทนการติเตียนทั้งหมด  คำถามที่ชวนให้ดงเฮนึกไปถึงคำพูดร้ายๆของคิบอมในห้องทำแผล  ตอนที่สติพร่ามัวจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

 

 

"รู้หรือเปล่าดงเฮ  ที่ยืนของเธอคือตรงไหน"

 

 

 

กักบริเวณสองอาทิตย์  เป็นคำที่คุณอาเอ่ยออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืน  ดงเฮเหลือบเห็นแววตาของดงมินจ้องมองที่เขาเหมือนรู้ทันอะไรบางอย่างจนทำให้ต้องก้มหลบ  เมื่อฝีเท้าเบาแต่หนักแน่นนั่นพ้นหายออกไปจากโรงฝึกนั่นแหละ  ฮยอกแจและดงเฮถึงได้เริ่มพูดออกมา

 

"ดงเฮ~"

 

"อย่าบอกว่าขอโทษนะ"  ดงเฮพูดขัด  ขณะพยายามยืดตัวขึ้นยืนพี่ชายจึงได้รีบเข้ามาช่วยประคอง  พยายามอย่างยิ่งละทิ้งความคิดที่อัดแน่นอยู่ในหัวออก 

 

"ทำไมไม่บอกไปว่าฉันเป็นต้นเหตุ  ถ้าฉันไม่คิดมากเดินออกไป  ก็คงไม่เกิดเรื่อง"  ฮยอกแจพูดเร็วๆ  เสียงเครือปนความรู้สึกผิดจนดงเฮต้องจับมือของฮยอกแจเอาไว้แน่นๆ

 

"ถ้าอย่างนั้น  ฉันต่างหากที่ผิด  ทั้งที่รู้ว่าฮยอกแจคิดยังไง  แต่ก็ยังอยู่ไม่ห่างจากซีวอน"

 

"ไม่!!  ดงเฮจะผิดได้ยังไงในเมื่อซีวอนเป็นของดงเฮ"

 

 

เขาจ้องมองเข้าไปในแววตาของฮยอกแจที่ไหวระริก  รู้ดีว่าต่อให้ปฏิเสธยังไง  ความจริงที่ว่าซีวอนเป็นของดงเฮก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้เลย  แต่มันคืออะไร  ความผูกพันที่มีนี้มันคืออะไร  ดงเฮยินดีในกอดของซีวอน  แต่ความรู้สึกนั้นมากแค่เพียงความรู้สึกเฉยๆหากซีวอนกอดฮยอกแจ

 

 

 

ซีวอนเป็นของดงเฮ...

 

 

 

ลมที่ปะปนด้วยกลิ่นของฝนพัดเข้ามา  เส้นผมละเอียดสั่นไหวน้อยๆ  ร่างกายยิ่งเหน็บหนาวทำให้ความเจ็บระบมมากขึ้นอีก  ดงเฮไม่อาจพูดอะไรต่อไป  คำพูดของเขาก็คงไม่ต่างกับเม็ดฝนในอากาศ  ที่ยามร่วงหล่นต้องพื้นก็สลายหายไปในผืนดิน

 

"นอนด้วยได้ไหม"

 

ฮยอกแจยิ้มบางตอบ  กอดเอวน้องชายพาเดินกลับไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แดดทอแสงเรื่อเรืองเต็มฟ้า  ฮยอกแจขยี้ตาเพื่อสู้กับความสว่างไสวรอบตัว  เมื่อคืนกว่าจะข่มตาให้หลับได้ก็ใช้เวลาไปนานโข  ผิดกับดงเฮที่ปกติหลับยากเย็น  กลับเข้าสู่นิทราไปอย่างง่ายดาย  คงเป็นเพราะบาดแผล  ดงเฮเลยเพลียเสียจนหลับง่าย

 

ฮยอกแจเริ่มขยับจึงได้รู้ว่าแขนขาของดงเฮก่ายอยู่บนตัวเขาอยู่ส่วนหนึ่ง  พี่ชายไม่อยากจะรบกวนน้องที่ยังหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ  แต่พลันเมื่อเขาค่อยสัมผัสแผ่วเบาที่ข้อมือ  ดงเฮก็รู้สึกตัวขึ้นมา

 

น้องชายของฮยอกแจยามตื่นนอนนั้นน่ารักเหมือนเด็กน้อย  ผมยุ่งๆกับดวงตาปรือ  ดูเรียบร้อยเป็นพิเศษ  แต่เมื่อเขาทาบหลังมือลงบนหน้าผาก  จึงได้รู้ว่าแก้มที่แดงเรื่อนี่เกิดจากพิษไข้เข้าเสียแล้ว

 

ดงเฮงัวเงียแต่ก็ฝืนลุกขึ้นมานั่ง  เสื้อเชิ้ตตัวหลวมที่เมื่อคืนไม่ได้เปลี่ยนหลุดลุ่ย  ฮยอกแจก็ร้องขึ้นเสียงดัง

 

"นอนลงไปสิ!!  นายเป็นไข้แล้วนะ  วันนี้หยุดเถอะ"

 

เมื่อถูกพี่ชายดันตัวให้ลงไปจมกับหมอนอีกครั้ง  ดงเฮก็ทำตาแป๋วมองพี่ชาย  เหมือนว่ายังไม่ตื่นดีจึงทำความเข้าใจคำพูดนั้นในเวลาสั้นๆไม่ได้  จนเมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง  เสียงแหบพร่าก็ดังออกมา

 

"ไม่เอา"

 

ฮยอกแจเริ่มบ่นน้องชายต่างสายเลือด  แต่ดงเฮก็ไม่ตอบรับเพราะยังคงมึนงง  จนประตูห้องเปิดออก  หญิงสาวคนเดียวของบ้านก็ก้าวเข้ามาให้ฮยอกแจได้ฟ้อง

 

"คุณแม่  น้องเป็นไข้  ให้หยุดเรียนเถอะ"

 

เมื่อคุณแม่ได้ฟังก็รีบทรุดนั่งลงตรงขอบเตียง  มือนุ่มจับตัวดงเฮเบาๆ  "จริงด้วยสิ  ดงเฮต้องหยุดเรียนนะจ๊ะวันนี้"

 

"ไม่เอาครับ"

 

โซยองเลิกคิ้วขึ้นมอง  เธอรู้ดีว่าดงเฮไม่ชอบแสดงตัวเป็นเด็กมีปัญหา  อาจจะเป็นเพราะคิดว่าตนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้จึงไม่อยากทำตัวให้ต้องเป็นห่วงก็เป็นได้  เธอจึงก้มลงจูบเบาๆที่หน้าผากร้อนผ่าว

 

"ไม่ได้จ้ะ  ตัวร้อนขนาดนี้  แม่เป็นห่วงแย่  อยู่บ้านให้แม่ดูแลสักวันเถอะนะคนเก่ง"

 

 

 

 

โกหกกันชัดๆ 

 

ดงเฮพองแก้มน้อยๆอยู่ในโรงฝึก  นั่งคุกเข่าหลังตรงถือกระดานจดบันทึกทักษะการต่อสู้ให้นักเรียนวิชาป้องกันตัวแต่ละคน  หลังจากที่โดนสั่งจากครูฝึกใหญ่ของที่นี่ว่าถ้าหากไข้ลด  ก็ให้ไปที่โรงฝึก  คุณอาหญิงโซยองช่วยพูดให้แล้ว  แต่ดงมินยังยืนยันว่าช่วงกักบริเวณจะมาทำตัวอ่อนแอไม่มีประโยชน์ไม่ได้

 

"แผลแค่นี้  ไม่เจ็บใช่ไหม"

 

คุณอายืนกุมมือไว้ด้านหลังเอ่ยถาม  ดงเฮส่ายหน้าน้อยๆ  แต่ในใจกลับคิดไปว่าคำถามเมื่อครู่นั้นบังคับตอบอยู่ในตัว  ต่อให้เจ็บเจียนตายก็ต้องบอกว่าไหว

 

นักเรียนวิชาป้องกันตัวของคุณอาเป็นวัยยี่สิบต้นๆทั้งนั้น  แต่ละคนมีร่างกายกำยำแข็งแรง  ที่สำคัญชอบมาแอบส่งยิ้มและพูดจาอะไรแปลกๆกับดงเฮเสียด้วย  สุดจะห้ามปรามแล้ว  ดงมินจึงสั่งเลิกเรียนแล้วบอกให้ดงเฮเตรียมตัวไปโรงพยาบาล

 

 

 

 

 

 

 

"ทำไมถึงไม่อยากไปล่ะ  กลัวเหรอ"  คุณอาถามเอาตอนที่รถจอดที่หน้าโรงพยาบาลแล้ว  ร่างบางจึงทำได้แค่ยิ้มน้อยๆเท่านั้น

 

พนักงานต้อนรับนำทางไปยังส่วนวีไอพี  ดงเฮขมวดคิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัวเมื่อต้องนึกว่าคุณหมอคนใดจะเป็นผู้มาตรวจแผลของตนเอง  แต่ความโล่งใจก็เกิดขึ้นเมื่อคุณหมอผู้อำนวยการเดินตรงเข้ามาและเชื้อเชิญดงเฮให้เข้าไปในห้องตรวจ

 

 

 

 

 

"แผลเรียบร้อยดีมาก  คุณหมอคิบอมเก่งจริงๆ" 

 

 

คุณหมอใหญ่พูดชมเชยขณะมองดูพยาบาลล้างแผล  สายตาเหลือบมองคนไข้ที่ไม่รู้สึกชื่นชมตามไปด้วยเลยสักนิด 

 

"หลังจากนี้ก็มาทำแผลแค่วันเว้นวันก็พอ"

 

ร่างเล็กไม่ตอบอะไร  บาดแผลแสบขึ้นมาเพื่อพยาบาลทายาลงไป  ดงเฮคิดสงสัยว่าผู้หญิงพวกนี้มือหนักเกินกว่าที่คาดเสียอีก

 

ในระหว่างนั้น  ดงมินก็เข้ามาสมทบด้านใน  ชายในวัยกลางคนเอ่ยถามเรื่องบาดแผลของดงเฮ  และพูดคุยยาวเหยียดต่อไปอีกหลายเรื่อง  ล้วนเป็นประเด็นสัพเพเหระจนดงเฮไม่นึกสนใจ  ร่างเล็กจึงลองบอกกล่าวผู้เป็นอาว่าจะขอออกไปร้านขนมตรงล๊อบบี้สักหน่อย  คุณอาอนุญาตเหมือนจะหลงลืมไปว่าดงเฮถูกกักบริเวณ

 

 

โรงพยาบาลขนาดใหญ่หรูหราไม่ต่างจากโรงแรมห้าดาว  ไม่ว่าเดินไปทางใด  พี่สาวในชุดขาวก็ส่งยิ้มให้เขาทั้งนั้น  น่าแปลกที่ดงเฮไม่รู้จักใครสักคน  จึงกดสายตาลงต่ำทอดจังหวะก้าวเท้าไปเรื่อยๆ

 

มุมล๊อบบี้สว่างด้วยช่องซันไลท์บนเพดานสูง  สวนสีเขียวด้านนอกช่วยกลบไอร้อนในช่วงบ่ายแก่ให้ร่มเย็น  ดงเฮเดินตรงเข้าไปและรู้สึกยินดีในใจเมื่อเห็นร้านกาแฟที่มุมนั้นยังไม่ปิด

 

ร้านกาแฟร้านน้อยที่มีทั้งขนมปังและไอกรีมทำเองจำหน่ายควบคู่  ดงเฮเคยลองชิมตั้งแต่ตอนยังเด็ก  จดจำได้ว่ารสชาติไอศกรีมช็อกโกแลตที่ออกขมมากเสียกว่าจะหวานนั้นติดใจเด็กน้อยอย่างเขาเพียงใด  ทว่าโอกาสหลังจากนั้นยากเย็นเหลือเกินที่จะได้ชิมอีก  ร้านปิดไวเสมอๆ  และถึงแม้ไปทัน  ดงเฮก็ไม่กล้าออกปากบอกผู้ใหญ่หรือใครๆที่พาไปว่าอยากทาน

 

ร่างเล็กเดินตรงเข้าไป  คุณป้าร่างผอมผู้เป็นเจ้าของร้านกำลังกุลีกุจอเก็บของ  บ่งบอกว่าดงเฮมาเวลาจวนเจียนเต็มที่

 

"อ้าว  จะรับอะไรจ๊ะหนุ่มน้อย  ป้าเหลือไม่กี่อย่างเองนะวันนี้"

 

"ไอศกรีมรสช็อกโกแลตยังมีไหมครับ"

 

หญิงอายุมากยิ้มแล้วพยักหน้า  น้ำเสียงอบอุ่นของเธอพูดไปขณะหยิบโคนเวเฟอร์กรอบออกมาตักไอศกรีม  ดูเหมือนหลังจากเรื่องร้ายๆหลายอย่างที่ประดังประเดในช่วงนี้คงจะบรรเทาเบาบางลง  เพราะคุณป้าเจ้าของร้านเยินยอว่าดงเฮโชคดีมาทันไอศกรีมลูกสุดท้ายของเธอ

 

"นี่จ้ะ"

 

เธอยื่นส่งให้  และรับเงินค่าไอศกรีมกลับมาจากมือเล็กของดงเฮ  น่าแปลก  เพียงแค่ความเย็นปนรสขมออกหวาน  ก็ชวนให้ดงเฮรู้สึกขวยเขิน  ใบหน้าขาวเหมือนจะแต้มรอยยิ้มอ่อนออกมา

 

 

 

 

 

 

"คุณป้าฮะ!  มีไอติมเหลือไหมฮะ"

 

 

 

 

เสียงใสแต่ฟังแหบพร่าของเด็กผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นในตอนที่ดงเฮหันหลังออกมา 

 

 

"อ้าว  ยูคุง  เสียงแหบแบบนี้จะทานไอติมไม่ได้นะจ๊ะ"

 

 

"ได้ฮะ  คุณพ่อคุณแม่สัญญาแล้วว่าถ้าวันนี้ผมไม่มีไข้จะให้กินได้!!"  เด็กชายพูดเร็วพร้อมทั้งกอดอกแสดงความเก่งกาจอย่างน่าเอ็นดู  จนคุณป้าอดหัวเราะไม่ได้

 

"เก่งมาก  ยูคุง  แต่ว่า..."  คุณป้าย่อตัวลงนั่งข้างๆเด็กชายตัวเล็ก  มือลูบผมสั้นเส้นเล็กเบามือ  "ไอติมของป้าหมดแล้วน่ะลูก  ขอโทษด้วยนะจ้ะ"

 

 

ดงเฮชะลอจังหวะก้าวเท้าแล้วเอี้ยวตัวหันมามอง  เขายังอยู่ไม่ห่างจึงได้ฟังบทสนทนาระหว่างเด็กน้อยและคุณป้าคนนั้นชัดเจนทั้งหมด  ดงเฮมองเห็นเด็กที่มีชื่อว่ายูคุงนั้นมีผิวขาวซีด  สวมชุดโรงพยาบาลที่พิมพ์ลายการ์ตูนน่ารัก  รูปร่างผอมบางแต่ดวงตานั้นกลับเข้มแข็งอย่างประหลาด  ถ้าหากให้เดา  ก็คงต้องบอกว่าเด็กคนนี้คงจะอยู่ที่โรงพยาบาลมาเป็นเวลาไม่น้อย

 

 

 

ไอศกรีมที่มีรสชวนจดจำตั้งแต่ในสมัยเด็กยังคงอยู่ในมือ  ไอเย็นสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวของดงเฮ

 

 

 

ดงเฮตัดสินใจเดินกลับมายังร้านกาแฟร้านล็ก  "อยากกินไอติมเหรอครับ" เอ่ยถามเสียงเบา

 

 

ยูคุงพยักหน้า  แต่ก็รีบส่ายหน้าโดยไวต่อจากนั้น  "แต่ไม่ครับ  ไว้คราวหลังค่อยกินก็ได้!!"

 

 

ดงเฮย่อตัวลงนั่ง  อดเอียงคอมองแล้วอมยิ้มกับท่าทางน่ารักนั้นไม่ได้  เช่นเดียวกับคุณป้าที่ยิ้มใจดีไม่คลาย

 

 

"งั้นเหรอครับ  พี่กำลังคิดว่าจะหาคนช่วยพี่กินไอติมอยู่พอดี"

 

ยูคุงรีบส่ายหน้าไหว  "ไม่ได้ครับ!!  เดี๋ยวพี่คนสวยก็อดกิน" 

 

คนถูกชมเลิกคิ้วขึ้นมอง  แต่ก็หัวเราะเบาๆออกมา  ความเดียงสาของเด็กทำให้ดงเฮยิ้มออกมาได้ง่ายดาย  มือเรียวยื่นไปจับมือเล็กของเด็กน้อยเอาไว้

 

"แต่พี่ไม่สบายนะครับ  ทานไอติมไม่ไหวแล้ว  ยูคุงจะช่วยพี่หน่อยได้ไหม"

 

 

ทั้งสามยิ้มกว้างให้แก่กันในที่สุด  คุณป้าดีใจที่ยูคุง  เด็กที่ป่วยอยู่โรงพยาบาลมานานจนไม่อาจทานไอติมได้นั้น  ในที่สุดก็ได้โอกาสลิ้มลอง 

 

ดงเฮได้ลิ้มรสขมผสมหวานนั้นเพียงแค่คำเดียว  แต่ความอบอุ่นชื่นหัวใจที่ได้รับนั้นเต็มเปี่ยม 

 

ส่วนเด็กน้อยยูคุง  ก็ได้ลิ้มรสไอติมสมใจ  หลังจากผ่านความอดทนในการรักษาตนเองมายาวนาน

 

 

 

 

 

 

 

ที่อีกฝั่งของล๊อบบี้  คุณหมอคิบอมนั่งจิบกาแฟรสขมปราศจากน้ำตาลในช่วงพักระหว่างการผ่าตัดคนไข้อาการหนักที่ติดต่อกันมาหลายชั่วโมง  ก่อนที่จะกลับเข้าห้องผ่าตัดที่แสนเหน็ดเหนื่อยอีกครั้ง  เขาคิดว่าความเมื่อยล้าสะสมเหมือนจะมลายไปได้อย่างอัศจรรย์ 

 

อาจเป็นเพราะเขาเผลอยิ้มตามยูคุงก็เป็นได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โปรดติตามตอนต่อไป T T

ป่วยอีกแล้วค่า...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เข้ามาจังหวะดีไรท์เตอร์มาอัพพอดี

หายไวไวนะจ้ะ

หมวยเจ็บแตยังอวดดีได้ตลอด

บอมก็เป็นหมอปากร้ายได้อีกหรือเฉพาะกับหมวย

ทำไมทึกถึงไม่ชอบบอมพยายามกีดกันด้วย

ทั้งที่เป็นเพื่อนกับเจ๊ก็ต้องรู้จักบอมดีเหมือนกัน

ชีวิตหมวยดูน่าอึดอัดแทน..แอบสงสารฮยอก

เหมือนวอนคนเดียวที่ไม่รู้ว่าหมวยทงเฮก็รู้

ว่าวอนฮยอกรักกัน..

อุปสรรคของบอมหมวยดูจะมีให้ฟันฝ่ามากมาย

แต่มีฉากแอบปลื้มตอนหมวยใส่เสื้อบอมทั้งคืนนี่แหละ

นิดหนึ่งก็ชื่นใจแล้ว..55+


#1 By KoBRiin (124.121.240.223) on 2009-10-07 15:49

อ่า คิบอมยิ้มตามยูคุงหรือคนให้ไอติมยูคุงกันแน่!


แต่ดงมินนี่ดูเหมือนจะโหดแล้วก็เคร่งครัดในระเบียบ
แต่ก็แอบใจดีนะ - -


เอาเป็นว่าตอนนี้คิเฮก็ยังไม่ได้คุยกันจริงๆจังๆสักที เฮ้อๆ

มันมีเรื่องอะไรกันนะระหว่งสองคนนี้

#2 By (125.26.177.220) on 2009-10-07 16:18

อร๊ายยยย มาแล้ว เรื่องนี้โปรด ดีใจจัง
ตอนนี้ดงเเฮก็ยังรั้นแบบมึนๆ ไม่พูดไ่ม่จาเหมือนเดิม
ส่วนอิบอมก็น่ะ ห่วงเขาแต่แสดงความเป็นห่วงไม่เป็น ช่างเป็นคู่ที่แข็งทื่อยิ่งนัก แต่ก็นะ เเอบมีมุมหวานๆ ในช่วงหลัง
ชอบจังเลย แบ่งไอติมให้ยูคุง บอมแกได้เห็นแล้วใช่ไหม ดงเเฮอ่อนโยนเพียงใด วันหลังทะนุถนอมคุณหนูซะมั้งซิ่
ปล.เเอบขำประโยคที่บอมว่าวันหลังคงเอาตัวเข้าหลบกระสุนให้ลูกน้อง 555 ไม่รู้ทำไม แต่อ่านตรงนั้นแล้วมันขำ ก็จริงของบอม ได้ข่าวว่าเป็นใหญ่กว่าใครนะเนี่ย แต่ว่าดันเป็นฝ่ายไปปกป้องใครๆ ซะได้ น่ารักจัง

รอตอนต่อไปน่าค่า ด้วยใจจดจ่ด ดีใจที่ไรท์เตอร์มาอัพเรื่องนี้บ่อยๆ เป็นกำลังใจให้ค่า ขอให้หายป่วยไวๆ น่าค่า เพี๊ยงงงง

#3 By bee-nezaa on 2009-10-07 17:04

สวัสดีค่าไรท์เตอร์ คิดถึงกันบ้างรึเปล่าเอ่ย?
ไม่ได้มาทักทายกันซะนานเลยเนอะ

ได้ข่าวว่าป่วยอีกแล้ว ช่วงนี้อากาศมันแปลกๆ ยังไงก็หายไวๆ นะคะ รักษาสุขภาพด้วยล่ะ

เพิ่งมีโอกาสได้มาเขียนคอมมเมนท์เรื่องนี้เป็นครั้งแรก เรื่องนี้ อืม....แบบว่า...ด๊องดูเศร้าๆ เนอะ เหมือนมีอะไรในใจเยอะ แล้วบอมก็เป็นโหมดขรึมเหลือเกิน ดูไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเท่าไร เลยไม่รู้ว่าคู่นี้เค้าจะลงเอยกันได้ยังไงน้อ แต่ยังไงก็เป็นอีกรสชาตินึงที่ชวนติดตามค่ะ

ไรท์เตอร์พยายามเข้าน๊า แล้วจะแวะมาอีกค่ะ big smile

#4 By beriberi (124.120.120.164) on 2009-10-07 18:34

ไอ้ที่ว่าป่วยเพราะอยากไปหาหมอ บอมอ่ะเป่า

หุหุ

แต่เขาว่าจะแกล้งป่วยตลอดอ่ะ ถ้ามีหมอหล่อโฮกขนาดนี้

พี่อีสเขาอยากกินไอติม แต่เป็นอันที่หมอบอมซื้อน่ะ


เรื่องข่าวคิบอม แอนภาวนา ขอให้ไม่เป็นเรื่องจริง

ออกมาให้เห็นได้แต่อยามาแบบนี้เลยน่ะ สื่อไทยมันน่ากลัวเกินไป

#5 By kihae13 on 2009-10-07 21:40

ปลาน้อย ตัวเล็กพันธุ์อึดจริง ๆ
คุณหมอคิมคิ หล่อ เก่ง .. ดุ อืมมมม

ติดตามนะคะ ชอบค่ะ ^^

#6 By ~sand~ on 2009-10-08 09:21

ทำไมปั้นปึ่งกันจังเลย คิเฮจ๋า
ทงเฮเข้มแข็งมากอ่า หายไวไวน๊า
คุณอาก็แอบดุนะเนี่ย ทำโทษด้วย

คิบอม ยิ้มตามเด็กหรือยิ้มเพราะเจ้าของไอติมกันแน่จ๊ะ

#7 By ninanani : DH on 2009-10-08 12:04