Fic KiHae : Oblivion รักเลือนของคุณชายวายร้าย [5]
posted on 24 Oct 2009 19:12 by easesupsnerv in OblivionFic KiHae : Oblivion รักเลือนของคุณชายวายร้าย
ตอนที่ 5
ที่นี่มีแต่ Boy's Love นะคะ ถ้าไม่ใช่แนว กดปิดเลยค่ะ ^^
Writer : ease supsnerv
ดงเฮนั่งเล่นเป็นเพื่อยูคุงทานไอติมอยู่พักหนึ่ง จวบจนรสหวานละลายลงท้องของเด็กน้อยหมดนั่นแหละ เขาถึงได้ลุกขึ้นจากโต๊ะในล๊อบบี้
"อร่อยจัง~" ยูคุงเอ่ยทั้งรอยยิ้มที่ส่งให้พี่ชายใจดี "เมื่อไหร่ผมจะได้กินอีกเนี่ย ไอติมจ๋า"
ใบหน้าขาวเผยรอยยิ้มออกมาทันทีที่ได้ฟัง "ยูคุงก็ต้องทานข้าวเยอะๆ ทานยาตามหมอสั่งสิครับ จะได้หายไวๆ"
ประกายสดใสของยูคุงหายไปเมื่อสิ้นคำพูดนั้น แต่เด็กชายยังระบายยิ้มที่ริมฝีปากอยู่ดังเดิม "แค่นั้นไม่พอหรอกครับ ต้องฉีดยาด้วย ต้องตรวจอะไรเยอะแยะก็ไม่รู้ บ้านก็ไม่ได้กลับ เกมก็ไม่ได้เล่น โรงเรียนก็ไม่ได้ไป"
บางที ยูคุงอาจจะไม่ได้แค่ป่วยสองสามวันก็หาย อาการป่วยของเขาดูเหมือนจะเจ็บเรื้อรังและต้องการการรักษาที่หนักเอาการ
ยูคุงถอนใจแรงๆ ก่อนจะหันมายิ้มกว้างอีกครั้ง "ขอบคุณนะครับ พี่คนสวย!! ผมลงมานานแล้ว เดี๋ยวพี่พยาบาลจะตามหาเอา" เด็กชายลุกขึ้นยืน ร่างเล็กผอมบางและซีดเซียวที่ดงเฮเพิ่งจะสังเกตอย่างถี่ถ้วน ทำให้เกิดความสงสารขึ้นมาจับใจ เขาขยับเข้าใกล้ยูคุง ย่อตัวลงเพื่อจะมองใบหน้าของเด็กผู้ชายที่แสนสดใสคนนี้ได้ชัดเจน
"เข้มแข็งนะครับยูคุง ไว้ถ้าหายเมื่อไหร่ พี่จะเลี้ยงไอติมอีกนะ"
"สัญญานะครับ" เด็กชายยื่นนิ้วก้อยน้อยๆออกมา ดงเฮยิ้มกว้างตามแล้วส่งนิ้วก้อยของตัวเองเกี่ยวกับนิ้วเล็กนั้นเอาไว้เพื่อยืนยันพันธะ ยูคุงยิ้มชอบใจ ก่อนจะเบนสายตาไปทางด้านหลังของดงเฮ
"พี่บอม!"
ดงเฮหันมองตาม แต่เมื่อเห็นใบหน้าของคุณหมอที่ยูคุงเรียกอย่างสนิทสนม รอยยิ้มที่มีก็จืดจางลงไปทันตา ดงเฮหรี่ดวงตาขมวดคิ้วมองชายร่างสูงผิวเข้มที่อยู่ในชุดสีเขียวคอวีของแพทย์ ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองเป็นแววตาปนยิ้มเยาะของคิบอม
เพียงชั่วครู่เท่านั้น คิบอมก็หันไปหายูคุง "ว่าไงเรา มาซนอะไรถึงนี่ คราวที่แล้วแผลเปิดยังไม่เข็ดใช่ไหม"
ดงเฮหันขวับมองหน้าเจ้าของคำพูดทันที ไม่ว่าจะครั้งไหนๆที่ได้เจอ ดูเหมือนคิบอมจะสร้างภาพลักษณ์การเป็นคนปากร้ายให้ดงเฮได้จดจำเสียแม่นแล้ว แม้กระทั่งกับเด็กเล็กๆยังพูดจาแบบนี้ ดงเฮนึกแล้วก็เกิดหงุดหงิดขึ้นมาลึกๆ
"ป่าวซนซะหน่อยน๊า ผมมากินไอติมตะหาก เนี่ย พี่คนสวยใจดีให้ไอติมผมด้วย" ยูคุงตอบเสียงสูงรวดเร็วชี้ไปทางดงเฮ คิบอมมองแล้วก็ขำ
"เสียงแหบแบบนี้ยังซ่าอีกนะ คุณพ่ออนุญาตแล้วเหรอ"
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก แล้วแกล้งชูมือสองข้างขึ้นหวังอ้อนให้คุณหมออุ้ม คิบอมเอียงคอมอง แต่ก็ตกลงตอบรับการออดอ้อนด้วยยกร่างเล็กขึ้นมาแนบอกด้วยแขนข้างเดียว ยูคุงหัวเราะชอบใจแล้วโอบแขนรอบลำคอของคิบอมเอาไว้กันตก ทำให้ดงเฮยิ่งขมวดคิ้ว คุณหมอผู้ร้ายกาจทำตัวดีก็ได้เหมือนกันนี่
"อืม วันนี้ตัวไม่ร้อนจริงๆด้วย" คิบอมบอกเพราะกะเอาจากความร้อนจากร่างที่ตนเองอุ้มเอาไว้
"ใช่ป่ะหล่ะ" ยูคุงยักคิ้วกวนแล้วทำเสียงคิกคัก คิบอมก็หันมายังร่างผอมบางอีกคนที่ยืนขมวดคิ้วอยู่นานสองนาน
"แล้วเราล่ะ ไม่มีไข้หรือไง คิดจะมากินไอติมเนี่ย"
ให้ตาย ดงเฮเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างหงุดหงิด ขอถอนคำพูดในใจที่คิดไปว่านายคนนี้ทำตัวดี เพราะน้ำเสียงกดต่ำกับสายตาเย็นชาที่ส่งมา
ดงเฮไม่ยอมตอบคำถามแถมยังไม่สนใจจะมองเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ไวกว่าความคิดเสียอีกที่มือหนายกขึ้นสัมผัสหลังมือแนบกับข้างแก้มใสใกล้กับใบหูของดงเฮเพื่อจะรู้ให้แน่ว่าบาดแผลไม่ทำให้เกิดเป็นไข้ขึ้นมา
ดงเฮที่หลบสายตาไปทางอื่นจึงไม่ทันได้ตั้งตัว รู้ตัวอีกทีคิบอมก็ผละมือออกโดยที่ตัวเขายังไม่ได้หลบเสียด้วยซ้ำ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนใส่ใจอะไรมากกับการถูกตัวเล็กๆน้อยๆ แต่เมื่อมันกะทันหันก็ทำให้ตั้งตัวไม่ติด ใบหน้าหวานไร้รอยยิ้มมองดูคิบอมพยักหน้าเหมือนจะพอใจที่ดงเฮไม่มีอาการไข้แล้วในตอนนี้
"อย่าไปซนมากนักล่ะ แผลมันกระเทือนแล้วจะยุ่ง"
คิบอมพูดเรียบๆ น้ำเสียงทุ้มแฝงความห่วงใยจากใจจริงที่ไม่เคยได้ยินจากคุณหมอคนนี้กับรอยยิ้มบางที่แสนอบอุ่น ทำให้ดงเฮออกจะทำอะไรไม่ถูกเสียด้วยซ้ำ ยิ่งคิบอมยกมือขึ้นลูบหัวเบาๆอย่างเอ็นดู ดงเฮก็ได้แต่มองตามสัมผัสอ่อนโยนจากมือหนานั้นโดยไม่ได้ทัดทาน
คุณหมอใหญ่บอกว่า แผลเย็บของดงเฮนั้นดูเรียบร้อยดีไม่น่าเป็นห่วง จากนี้ให้มาโรงพยาบาลแค่วันเว้นวันก็เพียงพอ ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลพูดยังเพิ่มเติมว่า นอกจากการดูแลแผลแล้ว ดงเฮจะต้องทานยาตามเวลาอย่างเคร่งครัด ดงมินได้ฟังจึงหัวเราะในลำคอเบาๆและหันมามองหลานชายคนเก่งที่กินยายากกว่าใครๆ
ทั้งสองลากลับ คุณอาพาดงเฮเดินไปยังที่จอดรถเอง ไม่ต้องมากเรื่องเพราะเขาชอบที่จะมีชีวิตแบบธรรมดา
"ไปเดินล่นที่ไหนมาดงเฮ อาว่าดูอารมณ์ดีขึ้นนะ"
ผู้มีอายุน้อยกว่าหันมองตามเสียงอย่างงงๆ แต่ก็เผยรอยยิ้มอ่อนที่ทำให้คนที่มองเห็นต้องยิ้มตามออกมา "ผมไปเจอเด็กผู้ชายน่ารักมากๆน่ะครับ"
ดองมินยิ้มแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถตามด้วยหลาชายหน้าหวานที่นั่งข้างคนขับ รถยี่ห้อหรูแต่ใช้งานมานานหลายปีดีดักนั้นเคลื่อนตัวออกสู่ถนนด้วยสมรรถนะที่ยังไม่อ่อนด้อยกว่าใคร กลายเป็นรถคลาสสิกชวนให้คนมองด้วยซ้ำในเวลาที่เฉิดฉายอยู่กลางหมู่รถทั่วไป
ท้องฟ้าเริ่มเข้มขึ้นทุกขณะ ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า หลงเหลือเพียงปลายลำแสงให้คิดถึงเท่านั้น
"ดงเฮ"
ร่างเล็กหันมองใบหน้าด้านข้างของคุณอาที่เปี่ยมด้วยสติบนท้องถนนเบื้องหน้าที่มีไฟสีส้มเรืองรองส่องประกาย
"อาอยากรู้ ว่าทำไมเราถึงไปหาซองมิน"
ดงเฮหันใบหน้าออกนอกหน้าต่าง รู้ดีแก่ใจว่าคุณอาดงมินคนนี้นั้นเป็นผู้ที่ละเอียดลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาจะคิดปิดบังอะไรได้โดยง่าย ยิ่งรวมกับสายข่าวที่คุณอามีทั้งในและนอกเขตของตระกูล ก็ยิ่งทำให้ดงมินเป็นผู้ที่อยู่เหนือการคาดคะเน บางที การที่คุณอาดงมินตัดหน้าพี่อิทึกพาเขามาโรงพยาบาลเองอาจจะเพราะต้องการถามเรื่องนี้ก็เป็นได้ ดงเฮจำได้ว่าที่โรงฝึกเมื่อคืน คุณอาก็มองเขาเหมือนกำลังพิเคราะห์ว่ามีอะไรซ่อนเอาไว้บ้าง
ดงมินบอกหลานชายว่าเขาไม่คิดว่าดงเฮจะไปหาซองมินเพียงเพราะคำเชิญชวนธรรมดา ด้วยผิดวิสัยคนไม่ชอบเขาสังคมอย่างดงเฮ และสถานที่ที่ไม่ควรจะเหยียบย่างคือที่ไหนบ้าง หลานชายคนเดียวคนนี้ก็น่าจะรู้ดีจนไม่คิดลอง ดังนั้น คุณอาจึงยืนยันว่าต้องการฟังจากปากของดงเฮเองถึงเหตุผลนั้น
"ผมมีเรื่องที่อยากรู้ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ เลยขอความช่วยเหลือจากเขา"
"จากซองมิน?"
"คุณอาคงไม่พูดว่าไม่รู้ว่าผมรู้จักกับซองมินมานานขนาดไหนแล้ว" ดงเฮคิดว่า หากคุณอาของเขารู้อะไรมากมาย เรื่องที่เขากับซองมินติดต่อกันมานานก็คงไม่พ้นหูไปได้
"ใช่ อารู้ และไม่อยากจะห้ามอะไรเรามากมายเกินไปเพราะอารู้จักเราดีพอ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า พ่อเขาคงไม่ชอบใจนักกับเรื่องนี้"
ใบหน้าขาวก้มมองนิ้วมือของตนเองที่วางอยู่บนหน้าตัก "คุณอาจะไม่บอกคุณพ่อใช่ไหม"
ชายผู้มีอายุมากกว่ายิ้มออกมาอีกครา "ดงเฮต้องบอกอามาก่อนว่าไปหาซองมินถึงที่นั่นเพราะเรื่องอะไร เพื่อที่ว่าอาจะได้ดูว่าจะเชื่อใจเราต่อได้ถึงแค่ไหน"
"ผมอยากรู้เรื่องของคนคนหนึ่ง แต่พอให้คุณจินซางสืบข้อมูลให้ เขากลับบอกว่าไม่ได้" ดงเฮตัดสินใจจะเล่าเรื่องราวของตนเอง แต่บางอย่างในใจทำให้ไม่รู้ว่าเขาควรจะเริ่มจากตรงไหน และมากเท่าไหร่ "คุณจินซางบอกว่าไม่มีข้อมูล ผมเลยลองให้ซองมินช่วยดู เขาคงนึกอยากแกล้งผม เลยแลกข้อมูลนั้นกับการให้ผมไปที่ผับนั่น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ซองมินก็ไม่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับคนคนนั้นเหมือนกัน"
"ใครกัน คนที่ดงเฮอยากรู้ข้อมูลขนาดยอมรับข้อเสนอแบบนั้นได้"
"คิม คิบอม ครับ"
ดงเฮพูดเสียงเบา เขากำลังมองคุณอาอยู่จึงทันเห็นอะไรบางอย่างในแววตานั้นแม้จะเห็นเพียงแค่ด้านข้างก็ตาม
"ทำไมดงเฮถึงอยากรู้เรื่องของเขา"
ทำไม...
"ผม..."
"เคยเจอเขางั้นหรือ เจอกันก่อนที่เขาจะเย็บแผลนี่ใช่ไหม" ดงมินถามตัดบทรวดเร็ว
"ครับ"
ดงเฮตอบเสียงเบา ความเงียบเข้าแทรกทั้งสองอยู่นาน กว่าคุณอาจะเอ่ยถามต่อไป
"ไปเจอกันที่ไหน" ดงมินละสมาธิจากการขับรถเพื่อสบมองหลานชาย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"มันไม่ใช่เรื่องสำคัญนักหรอกครับ"
"อาไม่เชื่อ ถ้ามันไม่มีอะไรแล้วทำไมเราต้องอยากรู้เรื่องเขาขนาดนั้น บอกอามาเดี๋ยวนี้ว่าคิบอมทำอะไร เขาพูดอะไรกับเรา"
"คุณอารู้จักเขาหรือครับ" ดงเฮไม่ตอบแต่กลับถามกลับดงมิน ดวงตาแน่นิ่งไม่กระพริบกำลังคาดคั้นคำตอบนั้น
"ใช่ อารู้จักคิบอม แต่บอกตามตรง อาไม่แนะนำให้ดงเฮไปยุ่งกับเขา ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม"
ถึงแม้ไม่มีความคิดอยากไปยุ่งเกี่ยวอย่าง แต่ดูเหมือนคิบอมจะอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และเพียงคำเตือนก็ไม่ได้สร้างความกระจ่างแต่ประการใด คิ้วเรียวจึงขมวดเข้าหากัน "ทำไมครับ"
"อาไม่ใช่คนที่จะอธิบายเรื่องนี้ คิบอมไม่ใช่คนไม่ดี แต่ไม่ว่ายังไง เขาเป็นคนที่เราไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง"
ทั้งสองจบเรื่องของคิบอมเอาไว้แค่นั้น เพราะดงเฮ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีกเลย ณ ขณะนี้ ต่อให้ไม่มีคำพูดของดงมิน ดงเฮก็รู้ดีอยู่แล้วว่าการจะรู้จักและเข้าใจคิม คิบอมนั้นมันช่างยากเย็น
ในช่วงหยุดเรียนไปสองวัน ถึงแม้ว่าซองมินจะเพียรแอบโทรมาหาเป็นระยะด้วยความผิดที่ก่อต้นเหตุขึ้น แต่ดงเฮก็ยังไม่บรรเทาความเบื่อหน่ายโรงฝึกที่บ้านคุณอาดงมินจนต้องบอกกับคุณอาหญิงโซยองว่าเขาดีขึ้นมากจนพร้อมจะไปโรงเรียน เธอยอมให้ตามนั้นก็เพราะสงสารดงเฮที่ต้องไปนั่งรับศึกกับพวกนักเรียนของดงมินทั้งวัน
ด้วยการกำชับลูกชายคนกลางและคนเล็กให้ดูแลให้ดี โซยองก็ยอมปล่อยดงเฮขึ้นรถของซีวอนที่มาจอดรอหน้าบ้าน โดยไม่ลืมที่จะพูดกลายๆในเชิงตำหนิซีวอนที่ทำอะไรวู่วามเมื่อคราวก่อนนั้น
ดังคาด ใบหน้าของซีวอนดูยังมีเค้ารางของความรู้สึกผิด แม้ดงเฮจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตาม เขาก็ยังเอ่ยคำว่าขอโทษออกมาไม่หยุด ซีวอนต่อหน้าคนอื่นๆเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้เห็นเบื้องหลังเช่นนี้ เบื้องหลังของเด็กหนุ่มที่ไร้อิสระ จิตใจอันบริสุทธิ์ที่ถูกโลกของผู้ใหญ่บิดเบือน
ดงเฮโดดเรียนตั้งแต่คาบบ่ายโดยไม่มีเหตุผล หาทางปลีกตัวออกจากแทมินที่เกาะหนึบแทบตาย กว่าจะไปนั่งหลบอยู่ในห้องดนตรีโล่งๆที่ปราศจากผู้คนได้
หน้าต่างกระจกใสบานสูงจากพื้นจรดเพดาน ไม่อาจนำพาเอาความสว่างไสวจากท้องฟ้าเข้ามาได้ ด้วยเมฆครึ้มลอยต่ำยังปกคลุมและส่งผ่านความเย็นเยือกลงมา ห้องทั้งห้องจึงกลบด้วยแสงสลัว
ดงเฮทอดสายตามองท้องฟ้าครึ้ม ในใจวูบไหวเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ร่างเล็กเอนพิงพนักเก้าอี้ไม้ตัวยาวขณะใช้ความคิด สะบัดใบหน้าเบาๆเพื่อไล่ความสับสน แต่แล้วในใจก็กลับนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา
คุณหมอคิม คิบอม... ผู้ชายที่ดงเฮคิดว่าเดาใจยากเหลือเกินว่าดีหรือร้าย
แววตาและน้ำเสียงแสดงความน่าหงุดหงิดให้เห็นอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่ดงเฮคิดว่ามันเลวร้าย ภายใต้ท่าทีเช่นนั้น คิบอมดูเหมือนจะมีด้านที่ดีซ่อนอยู่ อีกทั้งความห่วงใยที่ดงเฮพยายามบอกตัวเองว่ามันไม่จริง มันเป็นแค่เรื่องที่เขาคิดไปเอง ก็ยังหลอกหลอนด้วยการสร้างภาพใบหน้าคมเข้มเผยรอยยิ้มอบอุ่นนั่นออกมาให้เขาหลงเชื่อเมื่อคราวหลังที่ได้เจอกัน
ทุกอย่างที่ดูขัดกันไปเสียหมดกำลังปั่นหัวให้สับสน ไม่รู้ว่าควรจะตัดสินใจผลักคิม คิบอมคนนี้ไปอยู่ในกลุ่มคนดีหรือไม่ดีกันแน่
ถ้าคิบอม เป็นคนที่ไม่ควรใกล้ชิดอย่างที่คุณอาดงมินพูด เป็นคนที่มีประวัติน่าสงสัยจนต้องถูกปกปิด เป็นคนไม่ดีที่อาจเป็นอันตราย ดงเฮก็ควรตายไปตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกันแล้ว แต่นี่เขายังมีชีวิตอยู่ ถูกช่วยเหลือ ถูกปกป้อง ถูกบ่นว่า เหมือนกับเขาเป็นเด็กๆ
ความลับของคิบอมคืออะไรกันแน่
"ดงเฮ"
เสียงเรียกชื่อขัดห้วงความคิดต่อเนื่อง แต่ดงเฮก็เตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่ได้ยินเสียงเปิดประตูเบาๆดังขึ้น ถึงไม่หันมองก็รับรู้ได้ว่าซีวอนทรุดนั่งลงข้างๆ
"อย่าพูด ไม่อยากฟัง"
ดงเฮเอ่ยดักคอ ไม่ต้องการฟังคำขอโทษจากซีวอนอีกแล้วจึงไม่ยอมมองตา ยกขาข้างหนึ่งขึ้นนั่งไขว้เพื่อบอกเป็นนัยๆว่าไม่อยากได้ยินอะไรอีก
ซีวอนค้อมหลังลงแล้วเท้าแขนบนหน้าขาของตนเอง กุมมือทั้งสองข้างเอาไว้ด้วยกันแน่น แผ่นหลังสั่นสะท้านเรียกให้ดงเฮต้องเหลือบมองอย่างช่วยไม่ได้
ไม่รู้ว่ามากเท่าไหร่ที่ซีวอนถูกกดดัน ความรู้สึกผิดที่ทำให้คนสำคัญบาดเจ็บจากความไม่รู้จักระงับอารมณ์ และไหนจะครอบครัวของซีวอนที่คงไม่พอใจนัก คนรอบข้างที่มองเขาด้วยสายตาผิดหวัง
ซีวอนผู้เพียบพร้อมก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่ทะเยอทะยานทำทุกอย่างให้คนรอบข้างพอใจให้มากพอที่จะแลกมาซึ่งความรักเท่านั้น
"ถ้า..."
เสียงสั่นเครือที่ลอดออกมาแผ่วเบาและกลืนกลับไปรวดเร็ว ดงเฮลอบถอนใจเพราะรู้ดีว่าซีวอนคิดอะไร
หากดงเฮเป็นคนเฉยเมย แต่ในใจกลับเหงามากมายเช่นนี้ ซีวอนก็คงเป็นเช่นความเหมือนที่ตรงกันข้าม ไม่ว่าจะยิ้มเท่าไหร่ ก็ยังเดียวดายไม่คลาย
ดงเฮพิงแขนของซีวอน ใบหน้าเนียนเอียงซบอยู่บนไหล่ แล้วสอดแขนเข้าไปคลายมือของร่างหนาที่กุมกันไว้ แล้วสอดประสานนิ้วมือของตนเองเอาไว้แทน
"ไม่เป็นไร" ดงเฮปลอบ
"เป็นสิ"
ดงเฮออกแรงบีบมือของซีวอนเบาๆ "คุยกับฮยอกแจหรือยัง"
"เขาไม่คุยด้วยหรอก" สิ้นคำพูด ดงเฮได้ยินเสียงทอดถอนใจยาวๆจากร่างหนาข้างกาย
หลายวันหลังจากนั้น ดงมินและอิทึกติดธุระในวันนัดตรวจแผลครั้งหนึ่งของดงเฮ คุณอาจึงอนุโลมให้ฮยอกแจและดงเฮที่ยังคงอยู่ในช่วงกักบริเวณขับรถมาโรงพยาบาลกันเองในช่วงหลังเลิกเรียน แต่เพื่อความแน่ใจว่าทั้งสองจะไม่ซุกซนไปก่อเรื่อง คุณอาดงมินจึงกำชับให้เรียววุคมาคุมด้วยอีกคน ซึ่งน้องเล็กก็นั่งหน้างอมาตลอดทาง ด้วยความจริงแล้วตนเองอยากจะไปฟังดนตรีที่ไลฟ์เฮาส์จะแย่ ฮยอกแจผู้เป็นพี่คู่กัดก็คอยบ่นว่าไปเรื่อยเพราะไม่อยากให้น้องทำหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ดูเหมือนว่าจะยิ่งก่อชนวนทำให้ทะเลาะกันเสียมากกว่า
เรื่องราวเลยเถิดและเสียงตะโกนดังหนวกหู ทำให้คนกลางอย่างดงเฮที่นั่งเงียบมาตลอดทางอดรำคาญไม่ได้
"หนวกหู" ร่างเล็กบ่นออกมาเบาๆ ในรถที่แอร์เย็นเฉียบจนกระจกขึ้นฝ้าตัดกับละอองฝนบางด้านนอก ดงเฮก็เหมือนจะไร้จิตใจคิดทำอะไร เสียงที่ลอดออกมาแว่วๆทำให้ฮยอกแจหันมองอย่างไม่แน่ใจ แต่พอตามด้วยเสียงโวยวายของเรียววุค ฮยอกแจก็เมินที่จะถามไถ่ดงเฮ หันกลับไปปะคารมกับน้องชายแท้ๆของตนเองต่อไป
ดวงตาสีอ่อนทอดมองท้องฟ้าหม่นยามเย็นผ่านกระจกหน้ารถ มองเห็นทิศทางของละอองน้ำในมุมมองที่แปลกใหม่ เมื่อต้องแสงสีแดงของสัญญาณไฟจราจร รถคันงามก็จอดสนิท เบื้องหน้าเห็นผู้คนเดินตัดข้ามบนทางม้าลายกันขวักไขว่
ดงเฮยังได้ยินสองพี่น้องทะเลาะกันไม่หยุด เขาไม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้หงุดหงิดขนาดจะต้องคิดปราม ร่างเล็กจึงตัดสินใจเปิดประตูเดินลงจากรถออกไปเฉยๆ ฮยอกแจร้องขึ้นมาทันที เรียววุครีบกระโดดลงจากรถตามลงไปเพราะคงสะดวกกว่าพี่ชายที่นั่งหน้าพวงมาลัย แต่ดงเฮกลับหายไปในฝูงชนอย่างรวดเร็วดังเคย
"หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ จะเอาไง!" เรียววุคเปิดประตูเข้ามานั่งข้างคนขับที่มาจอดรออยู่ถัดจากไฟแดงที่เกิดเรื่องเมื่อครู่ หลังจากไปวิ่งตามหาพี่ชายอยู่พักใหญ่
"โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้" ฮยอกแจทำหน้าไม่ถูก แต่ก็รีบตัดสินใจออกมา "ไปรอที่โรงพยาบาล ดงเฮคงไม่ไปไหนไกลหรอก...มั๊ง??"
"ถ้าพ่อรู้ขึ้นมา มีหวัง ตายหมู่"
"กินแต่กาแฟดำจนตัวดำ เกิดมาไม่เคยเห็นหมอคนไหนดูแลสุขภาพได้ห่วยแตกเท่าแกเลย" ฮีชอลกระแทกเหยือกกาแฟลงบนเคาน์เตอร์พลางบ่นน้องชายห่างๆผู้มีอายุไล่เลี่ยกันที่ร้องขอเติมกาแฟดำรสขมไม่ใส่น้ำตาลมารอบที่ 4 "นี่แกกะจะถ่างตาอ่านหนังสือไปถึงอาทิตย์หน้าเลยใช่มั๊ย"
คิบอมเหลือบขึ้นมองฮีชอลด้วยสีหน้าเรียบเฉย "อายุเท่าไหร่"
พี่ชายทำหน้างุนงงเพราะว่าคิบอมก็รู้ดีว่าพวกเขาอายุเท่ากัน
"บ่นเป็นตาแก่อยู่ได้"
ฮีชอลแยกเขี้ยวอย่างหงุดหงิด นอกจากจะพูดจากวนแล้ว ไอ้สีหน้ายียวนนี่มันยังน่าเหยียบนัก ร่างผอมสูงลุกขึ้นเดินออกจากเคาน์เตอร์ ตรงเข้ามาหาอีกฝ่ายที่ทำไม่สนใจ ฮีชอลคว้าแก้วกาแฟที่ยังมีควันลอยบางๆคืนไปยังเคาน์เตอร์
"ไปอ่านที่อื่นเลยไป ไอ้คิบอมปากเสีย ไม่ให้นั่งแล้วโว๊ย!!"
คิบอมมองด้วยสายตาหน่ายๆ ถึงกาแฟของตนจะถูกริบ แต่เขากลับไม่มีทีท่าจะลุก
"บอกให้ไปอ่านที่อื่น!!" ฮีชอลยื่นคำขาด คว้าหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนาที่ถูกกางเต็มโต๊ะหลายเล่มขึ้นมาทำท่าจะโยน เป็นผลให้ร่างสูงรีบลุกขึ้นยืน
"ทำเป็นงกไปได้ อย่างงี้ไม่ใช่ตาแก่แล้ว ยายแก่มากกว่า"
"ไอ้ปากหมา!!!!" ฮีชอลตะโกนลั่นร้าน ดีที่ลูกค้าน้อยเป็นปกติในวันที่ฝนตก มิเช่นนั้นเจ้าของร้านยอดนิยมคงถูกปรับตกอันดับไปแล้ว
ยังไม่ทันที่คิบอมจะแสดงอาการตามที่เจ้าของร้านคนสวยพูด ฮีชอลก็หันไปเห็นลูกค้าขาประจำร่างเล็กที่เดินลงมาจากชั้นบนเสียก่อน
"ดงเฮ! ฝนตกแล้ว เอาร่มไปด้วย"
คิบอมมองตามสายตาของฮีชอลทันทีที่ได้ยินชื่อชื่อนั้น เมื่อพบกับเจ้าของชื่อ เขาก็สบตามองดงเฮที่จ้องมองมาไม่กระพริบเช่นกันโดยเมินคำพูดของฮีชอลที่ยังหันมาสรรเสริญเขาต่อไปไม่จบ เหมือนดงเฮจะตกใจอยู่ลึกๆที่เจอกับเขา จนแทบไม่ได้ใส่ใจความหมายของสิ่งที่ฮีชอลพูดกับตนเองเมื่อครู่ ร่างเล็กจึงขยับเดินออกจากร้านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดจะหยิบร่มติดไปตามที่ได้รับคำแนะนำ
คิบอมทำหน้ายุ่งๆเมื่อเห็นเด็กอวดดีในสายตาของเขาเดินตากฝนพรำออกไป มือใหญ่รีบรวบหนังสือจากฮีชอลมายัดลงกระเป๋าสะพายบ่า ถือวิสาสะหยิบร่มของร้านที่ฮีชอลไม่ได้เชิญติดมือตามออกไปด้วยความเร่งรีบ
เสียงกระพรวนตรงประตูหน้าร้านดังกังวานตัดเสียงสายฝน ฮีชอลอ้าปากด่าค้างแล้วส่ายหน้าด้วยความเอือมระอาที่ชายหนุ่มผู้มีสถานะเป็นน้องของเขาไม่คิดจะเอ่ยร่ำลาสักคำ
"พอเป็นดงเฮล่ะก็ รีบแล่นไปเชียว ไอ้หมาปากแข็ง"
"ดงเฮ... ลี ดงเฮ!"
ชายหนุ่มต้องเรียกด้วยน้ำเสียงดังขึ้นเมื่อร่างเล็กไม่คิดจะหยุด คิบอมแน่ใจว่าดงเฮได้ยินเสียงเรียกชัดเจนแต่ไม่ยอมหันมา
ชายคาหน้าร้านที่ต่อกันเรียงราย กว้างพอจะเป็นกำบังหลบละอองฝนโปรยปรายที่เทหนักขึ้นทุกที ทั้งที่ก่อนหน้านี่มันเบาบางลงมากจนดงเฮตัดสินใจออกจากร้าน เขาอยากจะวิ่งตัดไปยังอีกฝั่งเพื่อต่อรถไปโรงพยาบาล แต่หากก้าวพ้นร้าน ตัวเขาก็คงเปียกโชก และนั่นก็คงหมายถึงการถูกจับได้ว่าแหกกฎกักบริเวณของดงมิน แล้วยังไม่ดูแลตัวเองอีก
"ดงเฮ!" แขนข้างที่มีรอยแผลถูกดึงเบาๆ ร่างเล็กรู้อยู่แล้วว่าถูกตามมา แต่เมื่อไม่มีทางจะหนี เขาจึงไม่ยอมหันไปมองคุณหมอหนุ่ม "คิดจะทำอะไร ฝนตกขนาดนี้ ร่มก็ไม่ยอมเอามา"
ร่างสูงสังเกตว่าบริเวณแผลยังไม่เปียกด้วยหยดน้ำฝน แต่อากาศชื้นเช่นนี้ก็จะทำให้เย็นเฉียบมากเข้าทุกที ทั้งดงเฮก็ยังคงดื้อดึงอีก
"จะไปไหน" คิบอมถาม ดงเฮยืนนิ่งไม่เขยื้อน เขาจึงต้องออกแรงดึงร่างบางให้หันมาหาตนเอง คิ้วเข้มย่นด้วยความหงุดหงิดอยู่ลึกๆ "ถามว่าจะไปไหน ไม่ได้ยินหรือไง"
"นายจะมายุ่งอะไร"
รู้สึกเหมือนใบหน้ามันกระตุกขึ้นมาทันที คิบอมออกแรงบีบแขนเล็กของดงเฮลากให้เข้ามาอยู่ในร่มสีดำสนิทที่เอามาจากร้าน แต่สองคนในร่มช่างน่าอึดอัดทำให้ดงเฮถูกดึงให้เข้ามาชิดกับคิบอมโดยไม่อาจขัดขืน
ดงเฮทำหน้ายุ่งแต่ก็ไม่อาจดิ้นให้หลุดจากแรงของคิบอม ร่างผอมบอบบางถูกลากตามคิบอมไปเรื่อยๆ และดูเหมือนเขาจะไม่ยอมรับฟังอะไรจากดงเฮอีก
ระยะทางไปยังลานจอดไกลพอควร ดงเฮยังจำได้ดี วันแรกที่เจอคิบอมที่นี่ฝนก็ตกแบบนี้ และคิบอมก็ใจร้ายเช่นนี้ จากที่ลากแขน กลับกลายเป็นถูกโอบเอวให้เข้าไปแนบชิดกับร่างหนา ความร้อนจากร่างกายทำให้รู้สึกชัดเจนว่าสายฝนนั้นหนาวเย็นเพียงใด
คิบอมเปิดประตูรถแล้วดันตัวดงเฮเข้าไปนั่งด้านในอย่างทุลักทุเล ไหนจะกังวลว่าร่มจะกันฝนให้ร่างเล็กได้หรือไม่ แต่ดูเหมือนคุณหนูวายร้ายของเขาจะไม่ยอมร่วมมือแต่โดยดีเสียด้วย ดิ้นขลุกขลักเต็มที่ทั้งที่ริมฝีปากบางยังเหยียดตรงเม้มแน่นไม่เอ่ยร้องออกมาสักคำทั้งที่คิบอมไม่ได้อ่อนโยนด้วยเลย
"ลี ดงเฮ!"
คิบอมคำรามเสียงดังเพื่อปรามดงเฮ สายตาเข้มดุให้ร่างบางต้องสะดุ้ง แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น ดงเฮขืนตัวออกจากรถ คิบอมก็ดันกลับอย่างแรงให้แผ่นหลังบางกระแทกเบาะ พร้อมกับจรดสัมผัสลงบนริมฝีปากบางยาวนานพอให้ร่างเล็กนิ่งเงียบ
ดงเฮตกใจจนไม่ได้ขยับเพราะไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะทำแบบนี้ พอคิบอมถอนใบหน้าออกมาห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้น แววตาวูบไหวของชายหนุ่มก็ทำให้ในใจของดงเฮรู้สึกโหวงเหวงไปหมด เมื่อมือหนาแตะที่ข้างแก้มแผ่วเบา คิบอมก็เอ่ยบางอย่างออกมา
"รู้ไหม เพราะดงเฮดื้อแบบนี้พี่ถึงต้องรุนแรง หัดทำตัวให้มันน่ารักเสียบ้าง!"
เสียงเย็นชาจบลง คิบอมก็กระแทกประตูปิดเสียงดัง ดงเฮเพิ่งรู้ว่าร่มที่หักพับในตอนยื้อยุดกันนั้นยู่ยี่อยู่บนพื้น เสื้อเชิ้ตสีเข้มของคิบอมจึงเปียกโชก ในตอนที่ร่างหนาเดินอ้อมมาฝั่งคนขับ เขาจึงไม่เลือกที่จะงอแงหนีลงจากรถอีก คิบอมเข้ามาในรถได้ก็เร่งเครื่องยนต์เสียงดังแล้วออกตัวด้วยความเร็วสูงสู่ท้องถนน
"จะไปไหน จะไปส่ง"
คิบอมถามเบาๆ แต่ดงเฮกลับไม่ตอบอะไร
ไม่ใช่ว่าหยิ่งอวดเก่งอย่างทุกที แต่มันเหมือนกับพูดอะไรไม่ออก สองมือวางอยู่บนตักด้วยไม่รู้ว่าจะขยับมันไปทางไหน ใจมันรู้สึกสงบลงไม่ได้เหมือนทุกคราว
คิบอมหันมามองตั้งท่าดุ แต่พอเห็นท่าทางทำอะไรไม่ถูกของดงเฮ เขาก็ชั่งใจคิดอยู่ภายใน
"ดงเฮ" คิบอมเรียกเบาๆ ตั้งสติขับรถในขณะที่ใจก็คิดทดถึงสิ่งที่ตนเองทำว่าอาจจะเป็นการรบกวนดงเฮ
เมื่อไม่เห็นว่าดงเฮตอบสนองสิ่งใด เขาจึงเอื้อมมือที่เคยทำให้ร่างเล็กต้องเจ็บไปจับข้อมือดงเฮเบาๆ จนเมื่อดงเฮหันมามองตาเขานั่นแหละ "อย่าดื้อสิดงเฮ ตอบมา จะกลับบ้านหรือเปล่า"
ดงเฮย่นคิ้วมองคิบอมอยู่นานกว่าจะหลบตาส่ายหน้าเบาๆ คิบอมถอนใจแล้วหันไปมองถนนเบื้องหน้า "ไม่กลับบ้านแล้วจะไปไหน"
ร่างเล็กดึงข้อมือตนเองออกจากมือของคิบอม แต่ไม่พูดอะไรออกมา คิบอมจึงเร่งความเร็วรถให้ถลาบนท้องถนน และเอ่ยบางอย่างเบาๆ
"ถ้าไม่บอกก็ไปบ้านพี่แล้วกัน"
"โรงพยาบาล!" ดงเฮเค้นเสียงแหบแห้งออกมา พลันคิบอมได้ฟังก็ก็หักพวงมาลัยกลับรถเสียตรงนั้น ในใจก็คิดว่าแค่เพียงตอบคำถามง่ายๆ ดงเฮก็ทำหน้าอย่างกับจะตายเสียให้ได้แล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป ^ ^
(พักนี้สงวนคำพูด แต่ยังรักรีดเดอร์ทุกคนเท่าเดิมนะจ๊ะ)
ขอบคุณคนอ่านทุกคน

เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เี็ีีีร็วขึ้นด้วย
เสียจูบให้เฉยเลย ด๊องช้านนน แต่ก็ทำให้สงบลงได้นะ
รู้สึก ดงเเฮก็นิสัยคุยหนูเอาแต่ใจนิสนุงเหมือนกันน่า
แต่น่ารักอ่ะ อภัยให้ได้ โฮะๆๆๆๆๆ
อิบอมแกมีอดีตอะไรกับด๊องน้อยของช้านอ่า โคตะระอยากรู้เลยอ่า
แล้วแบบเรียกตัวเองว่า พี่ อุกรี๊ดดดด น่ารักเหอะให้ตาย
ดีใจมากมาต่อตอนนี้น่าค่ะ จะรอตอนต่อไปค่า
#1 By bee-nezaa on 2009-10-24 20:11