Fic KiHae : Oblivion  รักเลือนของคุณชายวายร้าย 

ตอนที่ 7

 

ที่นี่มีแต่ Boy's Love นะคะ  ถ้าไม่ใช่แนว  กดปิดเลยค่ะ ^^

 

Writer : ease supsnerv

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เลยกลางเทอมมาแล้วก็หมายถึงการสอบปลายภาคที่ขยับใกล้เข้ามา  ซีวอน  ดงเฮ  หรือเรียววุคนั้นไม่ต้องเป็นห่วง  ต่อให้เที่ยวแค่ไหนคะแนนก็ไม่เคยหลุดชั้นท็อป  ปัญหาติดอยู่ที่คนคนเดียว

 

"โว๊ย!!  นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!"  ฮยอกแจโวยวายโยนหนังสือวิทยาศาสตร์ม.ปลายลงกลางโต๊ะจนแก้วช็อกโกแลตกระเพื่อมไหว  เรียววุคมองลอมแว่นแล้วขมวดคิ้วดูพี่ชายตนเองในขณะที่ดงเฮลดหนังสือในมือลงมองไม่วางตาเช่นกัน

 

"หนวกหู"  น้องเล็กบ่นเบาๆแต่ก็พอให้พี่ชายหน้าหวานที่พูดน้อยเหลือเกินอย่างดงเฮส่งสายตาปรามๆมาให้ 

 

"เออ  ฉันมันโง่นี่  ไม่ได้เก่งแบบพี่แบบน้อง  บ่นไปก็มีแต่คนซ้ำเติม"  พูดจาเสียดสีที่ดูเหมือนจะมีแค่ตนเองเท่านั้นที่ฟังแล้วเจ็บ  ฮยอกแจกอดอกแล้วทิ้งตัวแรงๆกับพนักเก้าอี้

 

"ไหนเอามาดู ไม่เข้าใจตรงไหน"  ดงเฮขยับเข้ามาใกล้  ดึงหนังสือที่เจ้าของโยนเอาไว้กลางโต๊ะกลับมาให้แล้วพลิกดู

 

ฮยอกแจทำหน้างอๆแล้วชี้นิ้วใส่หน้าหนังสือ  "นี่งะ  อะไรไม่รู้สมมติฐานบ้าบอ"

 

เรียววุคกำลังจะอ้าปากพูด  แต่งก็ต้องชะงักเมื่อดงเฮรู้ทันและหันมาส่งสายตาดุเอาไว้ก่อนอีกหน  ซึ่งฮยอกแจก็มองเห็นจึงแลบลิ้นใส่น้องซะอย่างนั้น

 

 

อ่านหนังสือทีไรล่ะทำตัวปัญญาอ่อนทุกที

 

 

ดงเฮลอบถอนใจเบาๆ  ก่อนจะเริ่มอธิบาย  "สมมติฐานคือการคาดคะเนสาเหตุของปัญหาว่าคืออะไร  อย่างเช่นข้อนี้  ปัญหาตามที่เขาเขียนแบบนี้"  นิ้วเรียวไล่ไปตามบรรทัด  อธิบายอย่างใจเย็นไปเรื่อย  "จากนั้นก็ทำการทดลองเพื่อดูว่ามันเป็นไปอย่างที่เราคาดคะเนหรือเปล่า  แล้วก็เอามาสรุปผลแบบนี้"

 

ดวงตากลมเงยดูผลการรับรู้ของพี่ชายไม่แท้ของตนเองเมื่อสอนจบ  แต่รอยขมวดคิ้วก็บอกดงเฮอย่างชัดเจนว่ามันยังไม่จบแน่

 

"แล้วทำไมต้องสรุปแบบนี้ล่ะ"  ฮยอกแจถาม

 

"เอ๊า!"  อดไม่ได้  เรียววุคจึงขอแจมสักคำ

 

"ก็แล้วจะให้สรุปยังไงล่ะ  ตั้งสมมติฐานแบบนี้ก็ต้องสรุปแบบนี้ดิ่"  คนสอนเริ่มเซ็งบ้างแล้วในคราวนี้

 

"เหตุผลมีตั้งเยอะแยะ  นักวิทยาศาสตร์โลกแคบหรือไง"

 

"โลกแคบอะไรของนาย  เหตุผลมีตั้งเยอะก็จริง  แต่ตอนนี้เขาสงสัยเฉพาะปัญหาอันนี้อันเดียว  จะไปคิดถึงเรื่องอื่นทำไม"  ดงเฮอธิบาย  แต่ฮยอกแจก็ตั้งตัวขัดไปหมด

 

 

"ไม่เห็นรู้เรื่อง"

 

 

ดงเฮหรี่ดวงตามองอยอกแจที่กอดอกหันหน้าหนีไปทางอื่น 

 

แบบนี้ก็ต้องรียกตัวช่วยคนเดิมนั่นแหละ

 

 

ดงเฮหยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองขึ้นมากด  "ฮัลโหล  ซีวอนอยู่ไหน"

 

ฮยอกแจพยายามทำหน้าเฉยๆเมื่อหันกลับมามองดงเฮทันทีที่ได้ยินชื่อของคนที่กำลังอยู่ในสายโทรศัพท์  แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกๆขึ้นมา

 

"มาหาหน่อยสิ  ที่เดิมนะ  ร้านพี่ฮีชอล  นั่งอยู่ชั้นสอง"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ร้านกาแฟของพี่ฮีชอลหาเจอได้ไม่ยาก  เพราะเนื่องจากเป็นร้านที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมเด่นในย่านวัยรุ่นพอดี  อีกทั้งการตกแต่งร้านแบบโล่งๆ  สว่าง  และเน้นโทนสีอ่อนก็ยิ่งทำให้คนจดจำและพูดต่อกัน  นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเสน่ห์ของเจ้าของร้านที่มัดใจลูกค้าทั้งชายและหญิง

 

ปกติในวันแดดจัด  ฮีชอลจะต้องเอามู่ลี่ลงเพื่อลดแสงสะท้อนบนพื้นไม้ปาร์เก้  แต่ทั้งที่วันนี้นั้นดูเหมือนจะสดใส  แต่จู่ๆ  ฝนก็ค่อยลงเม็ดลงมาอย่างต่อเนื่อง  แม้ทั้งม่านและมู่ลี่จะถูกม้วนเก็บอย่างเรียบร้อย  แสงสว่างภายในร้านยังคงสลัวจนต้องเปิดไฟเพดานดวงเล็กช่วย

 

เสียงกระพรวนประตูร้านดังขึ้น  ฮีชอลเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มกว้าง 

 

 

"อ้าว  สุดหล่อ  ดงเฮอยู่ชั้นสองโน่นแน่ะ"

 

 

ซีวอนยิ้มขอบคุณแล้วเดินตรงไปขึ้นบันไดเล็กๆข้างเคาน์เตอร์ 

 

"ซีวอนเอาฝนมาด้วยเหรอไงเนี่ย  ลูกค้าร้านพี่หายหมด"

 

"โธ่  ต่อให้พายุเข้า  ลูกค้าร้านพี่ก็ไม่น้อยลงหรอกครับ  เจ้าของร้านน่ารักขนาดนี้"

 

 

"แหม  ปากหวาน  วันนี้กินฟรีเลย"

 

 

แกล้งหยอกเย้าตามหลังพอสนุกปาก  ยังไงเสีย  ฮีชอลก็ไม่เคยคิดจะเก็บเงินจริงๆอยู่แล้วนั่นแหละ  มือเรียวขยับเช็ดถ้วยไปพลาง  สอดส่ายสายตามองลูกค้าตามโต๊ะว่ามีใครต้องการอะไรเพิ่มกันหรือไม่  พอดีกันกับที่เสียงกระพรวนตรงประตูทางเข้าดังขึ้นอีกครั้ง

 

 

ฮีชอลเบ้ปากรับลูกค้าใหม่ผิดกับท่าทางต้อนรับลูกค้าคนก่อนลิบลับ

 

 

 

"อะไร  ทำไมต้องทำหน้าแบบนี้ด้วย"

 

 

 

"มาทำบ้าอะไรเนี่ย"  เจ้าของร้านคนสวยพูดเบื่อๆ

 

 

"นี่พูดกับลูกค้าเหรอ"

 

"ไอ้พวกกินฟรีอย่างนายนี่จะมาหวังเป็นลูกค้าให้ฉันพูดเพราะเหรอหะ  ไอ้หมอว่างงาน"

 

 

คิบอมหัวเราะเบาๆ  "เอาน่าพี่ชาย  ขอกาแฟร้อนไม่ใส่น้ำตาลทำทานให้หมอตกอับสักแก้ว"

 

"ทุ๊ย!!  ตกอับ!!  ได้ข่าวว่าจะรับช่วงต่อผอ.คนใหม่อยู่รอมร่อ"  ฮีชอลบ่นไปแต่มือสองข้างก็ไม่ได้หยุด  เตรียมกาแฟดำจัดๆให้สมกับผิวและนิสัยของพ่อคุณหมอน้องชายไปด้วย

 

 

คิบอมทำหน้านิ่งหรี่ตามองเจ้าของร้านเหมือนเซ็งกับสิ่งที่ได้ยิน

 

 

"ทำไม  ไม่อยากเป็นเหรอ"  ฮีชอลเอ่ยถาม

 

 

คิบอมนั่งลงบนเก้าอี้เคาน์เตอร์แบบกลมที่หมุนไปมาได้  แผ่นหลังกว้างและไหล่ที่ตกงุ้มลงมาท่าทางเหน็ดเหนื่อยนั่นทำให้ฮีชอลอดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้

 

 

"ใครจะอยากเป็นเล่า  เหนื่อยจะตาย"

 

 

"เยอะแยะไปสิไม่ว่า  ผอ.ออกจะรวย"  พูดพร้อมยื่นแก้วกาแฟร้อนแบบถือกลับที่มีควันลอยเป็นไอขึ้นมาส่งให้  เขารู้อยู่แล้วหล่ะว่าคิบอมคงไม่ว่างมานั่งที่ร้านนานนักหรอก  เพราะถ้าน้องชายคนนี้ตั้งใจมาฆ่าเวลาละก็  คงไม่หยุดเสวนาอยู่เป็นนานที่ตรงนี้แน่

 

 

"งั้นก็ให้พวกนั้นเป็นสิ  ฉันไม่อยากเป็นซะหน่อย"  หนุ่มร่างสูงยืดตัวตรงอีกครั้งเมื่อรับแก้วกาแฟมาไว้ในมือ

 

 

"พอดีว่าไอ้คนพวกนั้นไม่ใช่ทายาทเจ้าของโรงพยาบาลอย่างนายน่ะสิ  ทำใจเสียเถอะพ่อน้องชาย"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ขำตรงไหนหะ" 

 

ฮยอกแจพูดเสียงเย็นเมื่อเห็นซีวอนกลั้นหัวเราะเสียเต็มที่ทันทีที่รู้ว่าดงเฮโทรตามเขาออกจากบ้านมาที่นี่เพื่อสอนฮยอกแจเรื่องสมมติฐาน  แม้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจะก้ำกึ่งและยังหาทางออกที่ลงตัวไม่ได้  แต่ต่อหน้าคนอื่นๆ  ฮยอกแจและซีวอนก็เรียนรู้ที่จะทำตัวให้เป็นปกติ

 

แต่คนที่นั่งอยู่ตรงกลางอย่างดงเฮนั้นก็ช่างสังเกตเกินกว่าจะปิดบังอะไรง่ายๆ

 

 

"เรียววุค  เมื่อกี้บอกว่าจะไปหาเพื่อนไม่ใช่เหรอ"  ดงเฮพูดขึ้นมา

 

"ใช่ครับ  ก็ว่าจะไปแล้วเนี่ย"  น้องชายยกข้อมือบางของตนเองขึ้นมาดูเวลา

 

"ไปเลยไหม  พี่ว่าจะไปที่อื่นเหมือนกัน"

 

 

"เฮ้ยยยย"

 

ฮยอกแจส่งเสียงแสดงความตกใจ  แต่ไม่ได้ดังโวยวายอย่างทุกที ฟังออกไปในทางวอนว้อค่อนขอดเสียมากกว่า  "จะไปไหนกัน  อยู่ด้วยกันก่อนสิ"  มือก็คว้าแขนดงเฮแต่ก็ไม่ทันเพราะร่างเล็กขยับหนีเสียก่อน

 

 

"ฉันมีธุระ  นายก็ติวหนังสือไปสิ"

 

"แล้วทำไมนายไม่อยู่ช่วยติวล่ะ"

 

 

"ฉันสอนไม่เก่ง  ให้ซีวอนสอนให้แล้วกัน" 

 

ดงเฮตอบแล้วรีบเก็บของพาน้องคนเล็กลงจากชั้นสองของร้านทันที  ไม่สนใจสายตาปริบๆของฮยอกแจที่เหมือนจะประท้วงเบาๆในใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเดินตามกันลงมาถึงชั้นล่าง  ดงเฮนำหน้าขอบคุณฮีชอลตรงเคาน์เตอร์  ฮีชอลโบกมืออย่างไม่ถือสาตอบว่าไม่เป็นไร  เพียงแค่น้ำสองสามแก้วไม่ได้ทำให้รายได้เขาหดหายไปไหนหรอก  แต่ในใจนั้นก็นึกขำว่าคิบอมกับดงเฮนี่ดูเหมือนจะมีสัมผัสพิเศษต่อกันหรือไง  พักหลังมานี้  ถ้าเห็นดงเฮที่ร้าน  ก็มักจะได้เจอกับคิบอมหลังจากนั้นไม่นานอยู่บ่อยๆ  แต่เอาเถอะน่า  ก็มีแค่เขาเท่านั้นแหละที่สังเกตเห็น  เพราะเจ้าตัวสองคนก็คลาดกันไปคลาดกันมาแบบนี้ตลอดอยู่ดี

 

"ฝนตกอีกแล้วนะดงเฮ"  ฮีชอลพูดตามหลัง  เขาเห็นแล้วว่าเรียววุคถือร่มมาด้วย  "เอาร่มติดไปสิ"

 

ดงเฮยิ้มน้อยๆแล้วยกร่มในมือตนเองให้ฮีชอลดู ก่อนจะก้าวผ่านเสียงกระพรวนดังกังวานออกไปนอกร้าน  ฝนยังคงปรอยไม่หยุด

 

 

เสียงครางเบาของเม็ดฝนทำให้บรรยากาศสลัวของวันนี้ดูเหงายิ่งกว่าทุกคราว  แม้หยดน้ำเม็ดบางเบานั่นจะดูท่าว่าคงไม่ทำให้เปียกปอนได้ก็ตาม  ดงเฮหวั่นไหวเพราะสายฝนเสมอ

 

 

"ผมจะไปทางนี้  พี่ดงเฮไปทางเดียวกันหรือเปล่า"

 

ดงเฮสบตามองน้องชาย  เขาเองไม่ได้มีจุดหมายเป็นธุระอย่างที่ว่าไปจริงๆหรอก  เพียงแค่อยากจะให้เวลาซีวอนและฮยอกแจนั้นได้คุยกันมากกว่า  จึงจำเป็นต้องส่ายหน้าตอบไป

 

"งั้นผมไปก่อนนะ"

 

เรียววุคยิ้มให้ก่อนจะหันหลังไปอีกทาง  ดงเฮมองตามร่มสีดำลายหัวกะโหลกที่เรียววุคนั้นกางกันฝน  ดูท่าว่าน้องชายของเขาคงไม่ใช่เจ้าของมันแน่

 

แบบเดียวกับที่ร่มในมือของดงเฮเองก็ใช่ว่าจะเป็นของเขาเสียหน่อย

 

 

ร่างบางเดินไปตามทางเดินที่เปียกชื้น  ผู้คนบางตาแม้จะเป็นวันหยุดก็คงเป็นผลมาจากสภาพอากาศหม่น  เขามองไปตามร้านค้าผู้คน  แต่มันก็ดูเหมือนจะไร้ความหมาย  จิตใจที่ว้าวุ่นแต่ก็เงียบงันจนเหมือนจะไร้ความรู้สึกเจ็บแปลบ  ความเหงาที่ยิ่งกว่าว่างเปล่า

 

 

ยังตัดสินใจไม่ได้  ดงเฮจึงเผลอหยุดตามใครๆตรงบริเวณข้ามถนน  ร่มหลากสีเรียงสะเปะสะปะแต่ก็ดูแปลกตา  เหนือขึ้นไปนั้น  จอแอลซีดีขนาดใหญ่ของร้านดังยังคงเคลื่อนไหวผ่านม่านน้ำฝนบางตา

 

ดงเฮเงยหน้าขึ้นมอง  เสียงเพลงจากจอนั้นฟังคุ้นหู  คิ้วเรียวขมวดมองนักร้องที่อยู่ในจอภาพพร้อมนึกทบทวนท่วงทำนอง

 

 

 

"Ai ai gasa no naka de
Komotta kanjou mo sunao ni tsutaenai mama
Owari ni shinai you ni toori sugiru ame ga sekashiteru
Chikaduita futari no amakoi..."

 

 

 

อ๋อ...  เพลงที่ยูคุงสอนนั่นเอง

 

ร่างบางมองตามข้อความตรงบริเวณล่างของจอภาพขนาดใหญ่ที่ขึ้นคำแปลเนื้อร้องภาษาญี่ปุ่นตามคำร้องที่สละสลวยรวดเร็ว

 

 

โดยไม่ทันได้รู้ตัว  ผู้คนรอบข้างเริ่มเขยื้อนตามสัญญาณคนข้ามถนนที่เพิ่งเปลี่ยน  พร้อมกับเสียงเข้มที่กระซิบถามเบาๆ

 

 

 

"จะข้ามหรือเปล่า"

 

 

 

ร่างเล็กละสายตาหันมองชายร่างหนาที่มายืนอยู่ข้างกาย  ดวงตากระพริบเบาเมื่อสบมองกับใบหน้าเข้ม  คิบอมไม่ยิ้มสักนิด  แต่กลับดูอบอุ่นกว่าทุกครั้งเมื่อแขนหนายกขึ้นโอบบ่าแล้วดันให้เขาเดินข้ามถนนไปโดยไม่รอฟังคำตอบ  มันเป็นเพราะคิบอมอบอุ่นจริงๆ  หรือว่าตัวเขาหนาวเหน็บเกินไปกันแน่นะ

 

 

เวลาผ่านผันเร็วกว่าที่ใจคิด  ร่มในมือก็ดูจะเกะกะขวางทาง  แต่ดงเฮก็ไม่รู้ว่าควรจะเผื่อแผ่ให้ร่างใหญ่ข้างกายเขาหรือไม่  ทันทีที่มาถึงอีกฝั่งถนน  คิบอมก็ปล่อยมือลงข้างตัวตามเดิม  เขาหันมามองเหมือนอยากจะถามว่าดงเฮจะไปไหน  เมื่อร่างบางก็หยุดยืนนิ่งเพราะไม่รู้จุดหมายตัวเองเหมือนกัน

 

 

ทำอะไรไม่ถูก  ไม่รู้ว่าจะอย่างไร

 

 

 

"ไม่ชอบเหรอ"

 

 

 

ดงเฮเลิกคิ้วขึ้นไม่เข้าใจในคำถามของคิบอมที่อยู่ๆก็เอ่ยออกมา

 

 

"ฝนน่ะ  ไม่ชอบใช่ไหม"

 

 

มองตาคิบอมอยู่นาน  ในใจมันเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่เป็นควันบางเต็มไปหมด  ดงเฮเพ่งมองไปในอากาศที่เต็มไปด้วยหยดน้ำเม็ดเล็ก  ก่อนจะตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้และเลื่อนร่มให้อีกฝ่ายได้พักพิงด้วยอีกคน  ความร้อนจากร่างหนาที่ทำให้ใจสงบลง  สายตาของดงเฮหยุดอยู่ที่บ่ากว้าง

 

 

"ก็...ไม่รู้เหมือนกัน  ไม่ใช่ว่าชอบหรอก"  ดงเฮพูดเบาๆ  ยิ่งฝนตกยิ่งทำให้เขาคิดอะไรไม่ออก  ยิ่งคิบอมทำท่าทางเหมือนจะอ่อนโยนด้วย  ดงเฮก็เหมือนจะเผลอไผลใจอ่อน

 

 

"ถ้าอย่างนั้นจะมาเดินตากฝนอยู่ทำไม" 

 

 

รอยยิ้มของคิบอมที่ระบายบางอยู่ที่มุมปากนั้นทำให้เขาดูใจดีผิดกับที่ผ่านมา  ดูเป็นผู้ใหญ่จนดงเฮรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเด็กเล็กๆที่ได้รับความเอ็นดู  มือหนายกขึ้นลูบผมเขาเบาๆ  แต่กลับอุ่นวาบไปถึงหัวใจ 

 

 

"แต่ก็ยังดี  ยังหัดกางร่มเป็นบ้างแล้ว" 

 

 

ร่างหนาพูดขำๆเมื่อมองดูร่มที่ดงเฮถือเอาไว้ในมือ  คันที่เขายื่นให้เองตั้งแต่คราวที่เจอกันในโรงพยาบาลคราวก่อน  เขาก็หายใจเข้าลึกและยิ้มให้กับดงเฮอีกครั้งเพื่อเป็นสัญญาณแทนคำพูดว่าจะต้องไป   ก่อนจะขยับตัวออกเดิน

 

 

ไม่ใช่ว่าอยากจะจากไป  แต่เขาคิดถึงใจดงเฮก่อนเสมอว่าคงจะอึดอัด...ละมั้ง

 

 

คิบอมหยุดหันมามองอย่างไม่แน่ใจเมื่อเดินไปได้แค่สองก้าว  เห็นดงเฮยังคงยืนนิ่งมองเขาอยู่ตรงที่เดิมด้วยแววตาแบบเด็กๆที่เขาไม่อาจลืมได้เหมือนที่ปากเคยพูด  ไม่ใช่ว่าไม่รู้หรือลืมเลือน  คิบอมจำทุกอย่างได้มาตลอด  และรวมทั้งไม่เคยลืมว่าดงเฮไม่ชอบฝนเพราะอะไร

 

 

ไม่สนใจว่าร่มนั้นจะป้องร่างตนเองได้หรือไม่  หรืว่ามันจะสร้างความลำบากเพียงใด  แขนยาวเอื้อมดึงข้อมือดงเฮเข้ามาใกล้ๆ  ก่อนจะเลื่อนลงกุมมือพาเดินไปด้วยกันเงียบๆโดยไม่เอ่ยถามอะไรออกมา

 

 

ส่วนดงเฮนั้นเคยคิดว่าการอยู่ใกล้คิบอมไม่ปลอดภัยแท้ๆ  แต่ในยามนี้  กลับกลายเป็นเด็กว่าง่ายยอมตามคิบอมไปโดยไม่ทัดทาน  ในใจลึกๆกลับเต็มตื้นขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ  ไม่รู้จริงๆว่าทำไม  มันเหมือนกับ...ความว่างเปล่าในใจถูกถาโถมด้วยบางอย่าง  บางอย่างที่ทำให้เขาไม่รู้สึกอ้างว้าง  บางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าจะไม่เป็นไร  ในหัวยังคงก้องด้วยทำนองเพลงนั้นไม่หยุด

 

 

 

 

 

 

ใต้ร่มที่ทำให้มือของสองเราเกาะกุมกัน

ความรู้สึกที่ยังส่งผ่านไปไม่ถึงใจ  ฉันจึงอยากวอนขอให้สายฝนพรำ

ให้เวลาฉันอีกนิด  ได้กล่าวคำนั้นออกมา

ละอองฝนเร่งเร้า  ภายใต้ร่มแห่งรักที่ทำให้สองเราใกล้ชิด  ฉันกระซิบบอกเธอ

 

 

 

 

 

 

 

มือของคิบอมอุ่นกว่าที่คิดไว้เสียอีก  ทั้งอุ่นและทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นนั้นบรรเทาลง  จนลืมไปเสียสิ้นว่าเคยตั้งแง่กับคนคนนี้เอาไว้ยังไงบ้าง  แม้เบาะที่นั่งข้างคนขับยังคงชวนให้นึกถึงรอยเลือดบนแขนและคำพูดค่อนขอดของคิบอมเมื่อคราวที่บาดเจ็บจากที่ผับของบ้านซองมิน  แต่มันก็ดูเหมือนจะกลายเป็นความทรงจำรางๆที่ไม่ได้มีน้ำหนักอะไรนัก

 

 

คิบอมใจดีได้ขนาดนี้เลยเหรอ...  ในใจยังคิดทั้งที่เปลือกตาหนักลงจนรู้สึกเจ็บขึ้นมานิดหน่อย

 

 

"ดงเฮอย่าเพิ่งหลับ"

 

 

ร่างเล็กสะดุ้งขึ้นมานิดๆเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะเผลอหลับไปในรถของคนที่ไมได้สนิทสนมด้วยนัก  ดงเฮหันมามองร่างหนาที่อมยิ้มมุมปาก

 

"จะไปไหนยังไม่บอกพี่เลยนะ"

 

 

ดงเฮขยับยืดหลังตรงแล้วมองออกไปตามหนทางที่รถยนต์คันที่ตนเองโดยสารอยู่เคลื่อนไป  ขมวดคิ้วแล้วพูดเสียงเบา  "นี่มัน..."  แววตาที่หันกลับมาทางคนขับนั้นกำลังถามอย่างสงสัยว่าคิบอมจะรู้จักทางกลับบ้านเขาจริงน่ะเหรอ

 

ไม่ใช่สิ  ทางกลับบ้านคุณอาดงมินต่างหาก

 

 

"จะกลับเลยไหม"

 

 

ให้ตายยย...เหอะ!  คิบอมรู้จริงๆนั่นแหละ

 

 

ดงเฮหันหน้าหนีออกไปมองนอกหน้าต่าง  ตอบเร็วๆอย่างไม่ถูกใจสักเท่าไหร่นัก  "ผมยังไม่อยากกลับบ้าน"

 

คิบอมได้ยินคำตอบก็เลิกคิ้วขึ้นมานิดหนึ่งด้วยความชั่งใจ  ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดทั้งที่มืออีกข้างยังคงกำพวงมาลัยรถเอาไว้  รู้ว่าไม่ดีนักแต่ก็จำเป็นจริงๆ

 

"ผมคิบอมนะ  วันนี้ผมไม่เข้าไปที่โรงพยาบาลแล้ว  เรื่องเตรียมงานวันพรุ่งนี้คุณก็ช่วยดูแลแทนให้เรียบร้อยด้วยแล้วกัน"

 

เขาพยายามจะไม่ออกเสียงให้ดังนัก  แต่คนตัวเล็กที่นั่งข้างก็ตั้งใจฟังเสียเหลือเกินแม้ท่าทางจะทำเป็นตรงกันข้ามก็เถอะ

 

"เถอะน่า  เรื่องใหญ่โตแค่ไหนคุณก็ตัดสินใจไปเถอะ  ผมไว้ใจคุณ  แค่นี้นะ"

 

เสียงเงียบไป  ดงเฮก็เอียงศีรษะแนบไปกับเบาะด้วยความวางใจ  แววตายังคงทอดมองนิ่งไม่สื่ออะไร

 

 

"นี่  ตกลงจะไปไหนล่ะ  ขับรถไม่มีจุดหมายมันเปลืองน้ำมันนะ"

 

 

ร่างหนาแกล้งดุทำเสียงดังกว่าปกติ  แต่ดงเฮก็ยังคงนิ่งไม่ขยับ

 

 

"ไม่รู้..."

 

 

คิบอมทำเสียงเซ็ง  "อืมม...ขอบใจนะ  ช่วยคิดได้มากเลย"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฮยอกแจยืนยันกับซีวอนว่าเขาเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดแล้ว  แต่อีกฝ่ายก็ไม่อยากจะมั่นใจสักเท่าไหร่นักว่าจะเชื่อคำพูดนั้นได้จริงๆ

 

"หืม  แน่ใจเหรอ"

 

ร่างเล็กหันขวับไปมองซีวอน  แล้วออกปากพูดรวดเร็ว  "ก็มันสรุปตามสมมติฐาน  ตั้งยังไงก็ให้ตอบตามนั้น  ประเด็นอื่นไม่ต้องสนใจไง!"

 

ร่างสูงหัวเราะเก้อ  "เออ  ใช่ๆ  เข้าใจก็ดีแล้ว"

 

 

ต่างฝ่ายต่างอึดอัด  ไม่รู้จะพูดอะไรออกมากันอยู่นาน  ฮยอกแจไม่อยากหวังอะไรต่อไปและไม่อยากจะทำให้ตัวเองรู้สึกผิดมากกว่านี้  แต่เขาก็รู้ดีเช่นกันว่าไม่อาจปฏิเสธความจริงในใจของตัวเองได้จริงๆ

 

 

"เรากลับกันเถอะ  ฉันเข้าใจหมดแล้ว  ขอบใจนายมากเลยนะ"  ฮยอกแจตัดบท  เพราะยิ่งข้างกายมีซีวอนอยู่ด้วยนานเท่าไหร่  ก็หมายถึงใจที่อ่อนแอลงมากเท่านั้น

 

 

"ฮยอกแจ"

 

 

ร่างสูงรีบคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ก่อนที่จะหนีหายไป  แต่เพียงแค่สบตา  ฮยอกแจก็ยังไม่มีความกล้ามากพอ

 

 

"กลับเถอะซีวอน"

 

 

"จะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้เหรอ"  ซีวอนคว้าร่างฮยอกแจเข้ามากอดเอาไว้แน่น  อ้อมกอดที่เย็นเฉียบเพราะซีวอนเองนั้นไม่เคยรู้สึกอบอุ่นได้เลยหากไม่มีใคร  หัวใจที่เดียวดายเสมือนเด็กที่ถูกทอดทิ้ง  "อย่าทำแบบนี้เลยนะ  อย่าทิ้งไปไหน"

 

 

เสียงทุ้มที่เคยหนักแน่นนั้นกลับแหบพร่า  และมันก็ทำให้ฮยอกแจแทบจะใจอ่อน

 

 

"นายจะอ่อนแอแบบนี้ไม่ได้นะ"  ฮยอกแจถอนใจ  ผลักซีวอนห่างออกมาและแสร้งทำเสียงเข้ม  "ซีวอน!  นายลืมหน้าที่ของนายแล้วหรือไง  การที่นายอยู่ข้างดงเฮน่ะหมายถึงความเข้มแข็ง  นายต้องดูแลดงเฮไม่ใช่ว่าทำตัวเป็นเด็กแบบนี้"

 

 

"เหตุผลที่ทำให้อ่อนแอมันก็เพราะฉันรักฮยอกแจยังไง"

 

 

 

รักเหรอ...  ซีวอนรักฮยอกแจ 

 

ยิ้มทั้งน้ำตาอยู่ในใจ  เขาดีใจก็จริงที่ได้ยินว่าตนเองเป็นที่รักของคนที่เขารักเช่นกัน  แต่ทำไมนะ  ลึกๆ..มันช่างเจ็บปวด

 

 

ต้องทำกระทั่งขบกัดริมฝีปากของตัวเองเอาไว้  ฮยอกแจรวบของลงกระเป๋าไม่สนใจว่ามันจะยับหรือบุบสลายตรงไหน  สิ่งที่ต้องการทำมีแค่ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดและจบเรื่องนี้เสียที

 

 

 

"ถ้าอย่างนั้นนายก็ควรจะเลิกรักฉันซะ  เพราะฉันเองก็จะเลิกรักนายเหมือนกัน"

 

 

 

"ฮยอกแจทำไม่ได้หรอก..."

 

 

 

ซีวอนยังนั่งอยู่ที่เดิมในตอนที่พูดคำนั้นออกมา  เสียงทุ้มเครือที่ดังขึ้นมันฟังดูเหมือนจะเป็นจริงขึ้นมาได้แม้จะไร้ซึ่งความมั่นคงใดๆเจือปน

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป ^^

ดีขึ้นแล้วจ้า...ทุกคนนนนนนน  คิดถึงจัง

 

ขอบคุณรีดเดอร์จ้า